ผลบอล มาร์กเซย 0-3 ลิเวอร์พูล | สรุปผลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 22 ม.ค. 2026
ลิเวอร์พูลของอาร์เน่ สล็อตบุกคุมเกมทั้งแผง ก่อนปิดจ๊อบมาร์กเซย 3-0 จากฟรีคิกนาที 45+1 ของโดมินิก โซบอสซ์ไล, ลูกเข้าประตูตัวเองของเจโรนีโม รูลลี นาที 72 และโคดี้ กัคโป ยิงตอกฝา 90+2 เก็บชัยสำคัญในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลีกเฟส พร้อมขยับขึ้นพื้นที่ลุ้นเข้ารอบอัตโนมัติ
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการ: ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 (League Phase)
- แมตช์เดย์: นัดที่ 7 (จากทั้งหมด 8 นัดในลีกเฟส)
- วันเวลาแข่งขัน: 22 ม.ค. 2026 | 03:00 น. (เวลาไทย) (เตะคืน 21 ม.ค. 2026 ตามเวลาท้องถิ่นยุโรป)
- สนาม: สต๊าด เวโลโดรม (Stade Vélodrome), เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส
- ผู้ชมในสนาม: 65,631 คน
- ผู้ตัดสิน: Slavko Vinčić (สโลวีเนีย)
- สภาพอากาศ: 10°C กลางคืนมีเมฆ ความชื้น 65% ลม 24 กม./ชม.
รายชื่อผู้เล่นตัวจริงและระบบ
โอลิมปิก มาร์กเซย (4-4-2)
ผู้รักษาประตู: Gerónimo Rulli
กองหลัง: Michael Murillo, Leonardo Balerdi, Facundo Medina, Benjamin Pavard
กองกลาง: Timothy Weah, Geoffrey Kondogbia, Pierre-Emile Højbjerg, Hamed Traoré
แนวรุก: Amine Gouiri, Mason Greenwood
ตัวสำรองเด่นที่ถูกส่งลง: Pierre-Emerick Aubameyang, Igor Paixão, Bilal Nadir
ลิเวอร์พูล (4-2-2-2)
ผู้รักษาประตู: Alisson Becker
กองหลัง: Milos Kerkez, Virgil van Dijk, Joe Gomez, Jeremie Frimpong
กองกลาง: Alexis Mac Allister, Ryan Gravenberch
ตัวรุก/กลางรุก: Florian Wirtz, Dominik Szoboszlai
กองหน้า: Mohamed Salah, Hugo Ekitiké
สำรองที่ถูกส่งลง: Cody Gakpo, Curtis Jones
สกอร์และผู้ทำประตู
- มาร์กเซย 0-1 ลิเวอร์พูล: โดมินิก โซบอสซ์ไล (ฟรีคิก) 45+1’
- มาร์กเซย 0-2 ลิเวอร์พูล: เจโรนีโม รูลลี (ทำเข้าประตูตัวเอง) 72’
- มาร์กเซย 0-3 ลิเวอร์พูล: โคดี้ กัคโป 90+2’ (แอสซิสต์: ไรอัน กราเฟนแบร์ก)
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญแบบละเอียด
ครึ่งแรก
- นาที 40: ลิเวอร์พูลสวนกลับเร็ว ฟริมปงเปิดให้ซาลาห์ได้ยิงในกรอบเขตโทษ แต่บอลข้ามคานนิดเดียว (พลาดโอกาสทอง)
- นาที 44: กราเฟนแบร์กโดนทำฟาวล์ในแดนรุก จังหวะนี้ปูทางสู่ลูกตั้งเตะอันตรายก่อนจบครึ่งแรก
- นาที 45+1 (GOAL!): ลิเวอร์พูลได้ฟรีคิกระยะหวังผล โซบอสซ์ไลยิงลูกเรียด “ลอดกำแพง” บอลพุ่งเสียบมุมล่างขวาแบบเนียนกริบ ให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ก่อนพักครึ่ง
ครึ่งหลัง
- นาที 48: เบนฌาแม็ง ปาวาร์ด (มาร์กเซย) รับใบเหลือง
- นาที 52–53: มาร์กเซยเริ่มเร่งเครื่อง กรีนวู้ดมีจังหวะยิงไกลต่อเนื่อง แต่อลิสซอนเซฟไว้ได้ (ช่วงที่เจ้าถิ่นพยายามกลับสู่เกม)
- นาที 59: ลิเวอร์พูลเกือบได้ประตู 2-0 จากบอลทะลุช่องของโซบอสซ์ไลให้เอกิติเก้หลุดยิง แต่บอลชน “เสา” อย่างน่าเสียดาย
- นาที 67–68 (มาร์กเซยแก้เกม):
- โอบาเมย็อง ลงแทน กูอิรี่
- ไปเซา ลงแทน ตราโอเร่
- บิลาล นาดีร์ ลงแทน คอนด็อกเบีย
- นาที 72 (0-2): เกิดประตูเข้าประตูตัวเองของรูลลี ทำให้ลิเวอร์พูลหนีเป็น 2-0 โดยรายงานเกมชี้ว่ามาจากจังหวะฟริมปงพาบอลเข้าเขตโทษก่อน “ตัดกลับ” แล้วรูลลีปัด/แฉลบเข้าประตูตัวเอง
- นาที 79 (ลิเวอร์พูลเติมความสด): กัคโปลงแทนเอกิติเก้ และเคอร์ติส โจนส์ลงแทนเวียร์ตซ์ เพื่อคุมจังหวะ + เล่นพื้นที่ท้ายเกม
- นาที 83: ซาลาห์ได้ยิงในกรอบอีกครั้งจากจ่ายของกัคโป แต่ยิงหลุดกรอบ (พลาดโอกาสบวกสกอร์เพิ่ม)
- นาที 90+1–90+2: มาร์กเซยได้เตะมุมและมีโอกาสยิงติด ๆ กัน แต่อลิสซอนยังคุมอยู่ ก่อนโดนสวนกลับทันที
- นาที 90+2 (0-3): กราเฟนแบร์กพาบอลขึ้นหน้าแล้วจ่ายให้กัคโปยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษ บอลเสียบมุมล่างขวา ปิดกล่อง 3-0
สถิติสำคัญ
หมายเหตุ: ตัวเลขจากรายงานการแข่งขัน (แหล่งเดียวกัน) เพื่อความสอดคล้อง
| รายการ | มาร์กเซย | ลิเวอร์พูล |
|---|---|---|
| ครองบอล | 58.1% | 41.9% |
| ยิงทั้งหมด | 15 | 11 |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 | 3 |
| เตะมุม | 7 | 4 |
| ใบเหลือง | 1 | 0 |
| เซฟ | 1 | 4 |
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม (เจาะแท็กติก + จุดเปลี่ยน)
1) ลิเวอร์พูลชนะด้วย “จังหวะสำคัญ” และการคุมพื้นที่
เกมนี้ไม่ได้เป็นภาพแบบลิเวอร์พูลบุกถล่มตลอด 90 นาที แต่เป็นทีมที่ “เฉียบคมกว่า” ในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย:
- ประตู 1-0 มาแบบ “ฆ่าความมั่นใจเจ้าถิ่น” ก่อนเข้าห้องแต่งตัว จากฟรีคิกลูกสูตรของโซบอสซ์ไล
- ประตู 2-0 ทำให้มาร์กเซยที่กำลังเร่งเกมต้องกลับมาถอยตั้งใหม่ และเปิดพื้นที่สวนกลับมากขึ้น
- ประตู 3-0 คือผลพวงจากการคุมรูปเกมท้าย ๆ และคุณภาพการเล่นทรานซิชัน (เปลี่ยนรับเป็นรุก)
2) ช่วงต้นครึ่งหลังคือหน้าต่างโอกาสของมาร์กเซย…แต่อลิสซอน “ปิดประตู”
หลังโดนนำ มาร์กเซยพยายามยกระดับด้วยการยิงไกลและกดดันจากเตะมุมหลายครั้ง (เห็นชัดช่วงนาที 52–53 และท้ายเกม) แต่อลิสซอนช่วยทีมไว้หลายจังหวะ ทำให้โมเมนตัมเจ้าถิ่นไม่สามารถแปรเป็นประตูตีเสมอได้
3) ฟริมปงคือคีย์ของประตูที่สอง (และทำให้แนวรับมาร์กเซยเสียทรง)
รายงานระบุว่าประตู 2-0 เกิดจากฟริมปงเอาชนะคู่ประกบในกรอบ ก่อนตัดกลับแล้วรูลลีเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง จังหวะนี้สะท้อนว่าเมื่อมาร์กเซยเริ่มดันสูงเพื่อทวงคืน ลิเวอร์พูลก็มี “อาวุธโจมตีด้านข้าง” ที่เปลี่ยนเกมได้ทันที
4) กราเฟนแบร์กคุมจังหวะและยกระดับเกมรุก (พร้อมแอสซิสต์ปิดกล่อง)
นอกจากช่วยให้แดนกลางนิ่งขึ้น กราเฟนแบร์กยังมีส่วนกับประตูที่สามด้วยการจ่ายให้กัคโปยิงปิดเกม และในรายงานให้เป็น Player of the Match อีกด้วย
ดาวเด่นของเกม (Standout Players)
- โดมินิก โซบอสซ์ไล (ลิเวอร์พูล): ฟรีคิกสุดฉลาด “ลอดกำแพง” เป็นประตูปลดล็อกเกมและทำให้แผนของลิเวอร์พูลเล่นง่ายขึ้นทันที
- ไรอัน กราเฟนแบร์ก (ลิเวอร์พูล): คุมแดนกลาง + แอสซิสต์ให้กัคโป และถูกยกเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกมจากรายงาน
- อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล): เซฟหลายจังหวะช่วงที่มาร์กเซยกดดันหนัก โดยเฉพาะช่วงต้นครึ่งหลังและท้ายเกม ช่วยรักษาคลีนชีต
- โคดี้ กัคโป (ลิเวอร์พูล): ลงมาเป็นตัวสำรองแล้วยิงปิดกล่องนาที 90+2 สะท้อนความคมในจังหวะสุดท้าย
สรุปสถานการณ์หลังเกม (ภาพรวมตาราง UCL ลีกเฟส)
- ผลนัดนี้ทำให้ ลิเวอร์พูลมี 15 คะแนนจาก 7 นัด และขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของตารางลีกเฟส เพิ่มโอกาสจบ Top 8 เพื่อเข้ารอบน็อกเอาต์อัตโนมัติ (ไม่ต้องเพลย์ออฟ)
- ฝั่ง มาร์กเซยมี 9 คะแนนจาก 7 นัด งานหนักขึ้นทันทีในนัดสุดท้าย เพราะแต้มยัง “แกว่ง” ในโซนลุ้นอันดับที่ต้องเพลย์ออฟ/ตกรอบ
โปรแกรมถัดไป (นัดที่ 8 / นัดสุดท้ายของลีกเฟส)
- ลิเวอร์พูล: พบ คาราบัก (Qarabağ) (เหย้า) — 28 มกราคม 2026
- มาร์กเซย: เยือน คลับ บรูช (Club Brugge) — 28 มกราคม 2026






