BB3100
เอฟเวอร์ตัน - แมนซิตี้

โดกูซัดนาทีบาป! แมนซิตี้ไล่เจ๊าเอฟเวอร์ตัน 3-3 แต่สะดุดแรง ศึกแชมป์ไม่อยู่ในมือตัวเองแล้ว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลาดโอกาสทองในการไล่จี้จ่าฝูง หลังบุกไปเสมอ เอฟเวอร์ตัน 3-3 แบบสุดระทึกในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยทีมเยือนได้ประตูจาก เจเรมี โดกู สองลูก และ เออร์ลิง ฮาลันด์ อีกหนึ่งลูก ส่วนเจ้าถิ่นได้จาก เธียร์โน แบร์รี สองประตู และ เจค โอไบรอัน อีกหนึ่งลูก ผลเสมอนัดนี้ทำให้ซิตี้มี 71 คะแนนจาก 34 นัด ตามหลังอาร์เซน่อล 5 แต้ม แม้ยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับเองว่าการลุ้นแชมป์ไม่อยู่ในมือทีมของเขาแล้ว ขณะที่เอฟเวอร์ตันแม้พลาดชัยช่วงท้าย แต่ยังเก็บแต้มสำคัญและรั้งอันดับ 10 ต่อไป.

เลือกหัวข้ออ่านทันที

เอฟเวอร์ตัน 3-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ | สรุปผลพรีเมียร์ลีก 5 พฤษภาคม 2026 แบบละเอียด

ข้อมูลการแข่งขัน

  • รายการ: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
  • วันแข่งขัน: คืนวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2026 ตามเวลาอังกฤษ
  • เวลาแข่งขัน: 02:00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย
  • สนาม: ฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม
  • ผลการแข่งขัน: เอฟเวอร์ตัน 3-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้.

ผลการแข่งขัน

เอฟเวอร์ตัน 3-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ผู้ทำประตู

  • 0-1 เจเรมี โดกู
  • 1-1 เธียร์โน แบร์รี
  • 2-1 เจค โอไบรอัน
  • 3-1 เธียร์โน แบร์รี
  • 3-2 เออร์ลิง ฮาลันด์
  • 3-3 เจเรมี โดกู นาที 90+7.

ภาพรวมของเกม

นี่คือหนึ่งในเกมที่บ้าคลั่งที่สุดของโค้งสุดท้ายพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นฝ่ายออกนำก่อนและดูเหมือนจะคุมเกมได้จากการครองบอลเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่เอฟเวอร์ตันกลับพลิกสถานการณ์ในครึ่งหลังอย่างเหลือเชื่อ ยิงแซงรวดเดียวสามประตูจนขึ้นนำ 3-1 และเกือบคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนัดหนึ่งของฤดูกาลได้อยู่แล้ว.

อย่างไรก็ตาม ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังไม่ยอมตายง่าย ๆ พวกเขาไล่คืนจาก เออร์ลิง ฮาลันด์ ก่อนที่ เจเรมี โดกู จะมายิงตีเสมอสุดสวยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 97 ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ แต่ถึงอย่างนั้นผลเสมอนัดนี้ก็ยังถูกมองว่าเป็นความเสียหายอย่างหนัก เพราะมันทำให้การลุ้นแชมป์หลุดจากการควบคุมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปแล้ว.

ฝั่งเอฟเวอร์ตัน แม้จะเสียดายกับการโดนตีเสมอท้ายเกม แต่ภาพรวมของทีมถือว่าน่าชื่นชมมาก เดอะ การ์เดียนชี้ว่าพวกเขาเล่นอย่างกล้าหาญ มีระเบียบ และลงโทษความผิดพลาดของคู่แข่งได้อย่างเฉียบคม จนทำให้ทีมลุ้นแชมป์อย่างซิตี้ต้องเกือบพังกลางเมอร์ซีย์ไซด์จริง ๆ.

รายละเอียดการแข่งขันแบบเต็ม

ครึ่งแรก

ครึ่งแรกเป็นช่วงที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ควบคุมจังหวะเกมได้มากกว่าอย่างชัดเจน ตัวเลขจากเดอะ การ์เดียนระบุว่าทั้งเกมพวกเขาครองบอลถึง 74 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 26 เปอร์เซ็นต์ของเอฟเวอร์ตัน ซึ่งภาพรวมในครึ่งแรกก็สะท้อนสิ่งนั้นได้ชัด ซิตี้เป็นฝ่ายกดเกม บุกอยู่แทบฝ่ายเดียว และพยายามหาช่องเจาะแนวรับเจ้าถิ่นอย่างต่อเนื่อง.

ประตูแรกของเกมเกิดขึ้นจาก เจเรมี โดกู ในช่วงท้ายครึ่งแรก โดยรอยเตอร์และเดอะ การ์เดียนต่างระบุตรงกันว่าเป็นลูกยิงโค้งสวยงามที่ช่วยให้ทีมเยือนได้เปรียบ 1-0 ก่อนพักครึ่ง ประตูนี้มีความหมายมาก เพราะซิตี้กำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องชนะเพื่อลดระยะห่างจากอาร์เซน่อล และการนำก่อนในเกมเยือนย่อมทำให้ทุกอย่างดูเข้าทางมากขึ้นทันที.

แต่ถึงจะตามหลัง เอฟเวอร์ตันก็ไม่ได้เสียทรงทั้งหมด พวกเขายังพยายามยืนเกมให้กระชับ รอจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก และสิ่งเหล่านี้ได้ผลอย่างมหาศาลในครึ่งหลัง เพราะแม้ครึ่งแรกจะเป็นของซิตี้ในเชิงการครองเกม แต่เอฟเวอร์ตันยังรักษาความเชื่อของตัวเองไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม.

ครึ่งหลัง

ครึ่งหลังเริ่มต้นอย่างช็อกแฟนทีมเยือน เมื่อความผิดพลาดร้ายแรงจาก มาร์ค เกฮี เปิดทางให้ เธียร์โน แบร์รี ฉกบอลไปยิงตีเสมอ 1-1 รอยเตอร์ย้ำว่าลูกนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งเกม เพราะจากจังหวะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ดูนิ่ง กลับกลายเป็นทีมที่เริ่มเสียความมั่นใจทันทีหลังเสียประตูง่ายเกินไป.

หลังจากนั้น เอฟเวอร์ตันยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ และมาได้ประตูแซง 2-1 จาก เจค โอไบรอัน ก่อนที่ เธียร์โน แบร์รี จะมายิงลูกที่สองของตัวเองให้เจ้าถิ่นหนีห่างเป็น 3-1 ตามรายงานของรอยเตอร์และเดอะ การ์เดียน ช่วงเวลานี้คือช่วงที่สนามระเบิดอารมณ์อย่างแท้จริง เพราะทีมเจ้าบ้านไม่เพียงแค่สู้ได้ แต่กำลังเล่นงานทีมลุ้นแชมป์จนเกือบล้มคว่ำต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง.

แมนเชสเตอร์ ซิตี้พยายามตอบสนองอย่างเร่งด่วน และ เออร์ลิง ฮาลันด์ ยิงให้ทีมไล่มาเป็น 3-2 ในนาที 83 จากนั้นช่วงท้ายเกมก็เต็มไปด้วยความโกลาหล ก่อนที่ เจเรมี โดกู จะมาซัดประตูตีเสมอในนาที 97 ช่วยให้ทีมเยือนได้หนึ่งแต้มกลับออกไป แม้จะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องการก็ตาม.

สถิติสำคัญ

เดอะ การ์เดียนระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ครองบอล 74 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เอฟเวอร์ตันครองเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ ซิตี้ยิงออกนอกกรอบ 17 ครั้ง ยิงเข้ากรอบ 4 ครั้ง ส่วนเอฟเวอร์ตันยิงออก 8 ครั้ง และยิงเข้ากรอบ 6 ครั้ง ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าซิตี้อาจมีปริมาณการบุกมากกว่า แต่เอฟเวอร์ตันมีคุณภาพในจังหวะจบสกอร์สูงกว่ามากในหลายช่วงของเกม.

ผลเสมอนัดนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้มี 71 คะแนนจาก 34 นัด ตามหลังอาร์เซน่อลที่มี 76 คะแนนจาก 35 นัด อยู่ 5 แต้ม โดยมีเกมในมือน้อยกว่า 1 นัด ไม่ใช่ 2 นัด และรอยเตอร์ระบุชัดว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับแล้วว่าเส้นทางแชมป์ “ไม่อยู่ในมือ” ของทีมอีกต่อไป.

ส่วนเอฟเวอร์ตันยังคงอยู่อันดับ 10 และยังต่อสู้เพื่อพื้นที่ยุโรปต่อไปได้ แม้จะพลาดชัยชนะช่วงท้ายอย่างน่าเสียดาย แต่แต้มจากเกมนี้ก็ยังมีคุณค่าสูงมากในภาพรวมของทีมช่วงปลายซีซั่น.

บทวิเคราะห์บอลหลังเกม

เอฟเวอร์ตัน

เอฟเวอร์ตันสมควรได้รับคำชมอย่างมากกับเกมนี้ แม้จะไม่ได้ครองบอลหรือบุกมากกว่า แต่พวกเขาเล่นด้วยความกล้า วินัย และความเด็ดขาดในช่วงเวลาสำคัญ การกลับจาก 0-1 เป็น 3-1 ใส่ทีมระดับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่าย และมันสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางใจของทีมอย่างชัดเจน.

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าเสียดายคือการปิดเกมไม่ลงในช่วงทดเจ็บ เดอะ การ์เดียนมองว่าเอฟเวอร์ตันมีปัญหากับการรักษาสกอร์นำในช่วงเวลาสำคัญอยู่บ้าง และเกมนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาถูกลงโทษจากรายละเอียดเล็ก ๆ จนทำให้ชัยชนะหลุดมือในวินาทีสุดท้าย.

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้มีสองภาพในเกมนี้ ภาพแรกคือทีมที่คุมเกมได้เหนือกว่า ครองบอลมากกว่า และดูพร้อมเดินหน้าเก็บสามแต้มสำคัญ ส่วนอีกภาพคือทีมที่เสียความนิ่งจากความผิดพลาดส่วนบุคคล และปล่อยให้คู่แข่งพลิกเกมได้อย่างไม่น่าเชื่อ. รอยเตอร์ชี้ว่าเกมนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ทำให้ซิตี้ต้องเสียแชมป์ก็เป็นได้ หากอาร์เซน่อลไม่พลาดเอง.

ถึงจะตามตีเสมอได้ แต่ผลเสมอเกมนี้ก็ยังเท่ากับความเสียหาย เพราะเป้าหมายของทีมคือชัยชนะเท่านั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่าพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าการลุ้นแชมป์ไม่ได้อยู่ในมือทีมแล้ว และคำพูดนั้นสะท้อนสภาพของสโมสรหลังจบแมตช์นี้ได้ดีที่สุด.

ดาวเด่นของเกม

  1. เจเรมี โดกู – ยิง 2 ประตู รวมถึงลูกตีเสมอนาที 97 และเป็นตัวรุกที่อันตรายที่สุดของทีมเยือนตลอดเกม.
  2. เธียร์โน แบร์รี – ยิง 2 ประตูให้เอฟเวอร์ตัน และเป็นหัวหอกสำคัญของการคัมแบ็กจาก 0-1 เป็น 3-1.
  3. เจค โอไบรอัน – ประตูของเขาช่วยให้เอฟเวอร์ตันพลิกขึ้นนำ และเป็นจังหวะที่ยกระดับความเชื่อของทีมทั้งสนาม.
  4. เออร์ลิง ฮาลันด์ – ยิงตีตื้นให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้กลับมาอยู่ในเกม และมีบทบาทสำคัญต่อการฮึดท้ายแมตช์.

สถานการณ์หลังเกม

หนึ่งแต้มในเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ในเชิงคณิตศาสตร์ แต่ไม่สามารถควบคุมชะตาตัวเองได้อีกแล้ว พวกเขาต้องหวังให้อาร์เซน่อลสะดุดในช่วงที่เหลือของฤดูกาลด้วย.

ฝั่งเอฟเวอร์ตัน แม้จะเสียดายกับการโดนตีเสมอช่วงสุดท้าย แต่ผลงานเกมนี้ยังยืนยันว่าพวกเขามีคุณภาพพอจะต่อสู้กับทีมใหญ่ได้ และแต้มนี้ยังช่วยให้การลุ้นจบอันดับดีพอสำหรับพื้นที่ยุโรปไม่ดับลงง่าย ๆ.

โปรแกรมถัดไป

รอยเตอร์ระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังเหลือโปรแกรมพบ เบรนท์ฟอร์ด, คริสตัล พาเลซ, บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลล่า ในช่วงท้ายฤดูกาล ส่วนอาร์เซน่อลมีโปรแกรมที่ดูเบากว่าอย่าง เวสต์แฮม, เบิร์นลีย์ และ คริสตัล พาเลซ ทำให้แรงกดดันจากนี้จะตกไปอยู่ฝั่งของซิตี้เต็ม ๆ.

สมัครสมาชิก BB3100 เพื่อติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ เว็บพนันออนไลน์ คาสิโน พนันฟุตบอล หวย สล็อต พร้อมให้บริการเกี่ยวกับ ข่าวสารกีฬา สรุปผลฟุตบอล และความบันเทิงอีกมากมาย

Share the Post: