ผลบอล ลิเวอร์พูล 6-0 การาบัค | สรุปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 29 ม.ค. 2026 (ลีกเฟส) ลิเวอร์พูลเข้ารอบ 16 ทีม
ลิเวอร์พูลระเบิดฟอร์มโหดไล่ถล่ม การาบัค 6-0 ที่แอนฟิลด์ คืนวันที่ 28 ม.ค. 2026 (ตรงกับ 29 ม.ค. เวลาไทย) จากประตูของ แม็ค อัลลิสเตอร์ (2), เวียร์ตซ์, ซาลาห์, เอกีติเก้ และ เคียซ่า คว้าตั๋ว “ท็อป 8” เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที ขณะที่การาบัคแม้แพ้ยับ แต่ยังจบด้วย 10 แต้มได้ไปเพลย์ออฟตามผลงานรวมลีกเฟส
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการ: ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025/26 (ลีกเฟส)
- นัด: แมตช์เดย์ 8 (นัดสุดท้ายของลีกเฟส)
- วันเวลาแข่งขัน: 28 มกราคม 2026 (เวลาอังกฤษ) / 29 มกราคม 2026 เวลาไทย 03:00 น.
- สนาม: แอนฟิลด์ (Anfield)
- ผู้ชม: 60,043 คน
- ระบบการเล่น: ลิเวอร์พูล 4-2-3-1 / การาบัค 4-2-3-1
รายชื่อ 11 ตัวจริง
ลิเวอร์พูล (4-2-3-1)
อลิสซอน เบ็คเกอร์; แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, ไรอัน กราเฟนแบร์ก, เจเรมี่ ฟริมปง; อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, โดมินิค โซบอสซ์ไล; โคดี้ กัคโป, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์; อูโก้ เอกีติเก้
สำรองที่ถูกเปลี่ยนลงสนามเด่น: วาตารุ เอ็นโด, ริโอ เอ็นกูโมฮา, เทรย์ นีโอนี, เฟเดริโก้ เคียซ่า, อามารา นัลโล
การาบัค (4-2-3-1)
มาเตอุสซ์ โคชาลสกี้; เอลวิน จาฟาร์คูลิเยฟ, เควิน เมดินา, บาห์ลูล มุสตาฟาซาดา, มาเตอุส ซิลวา; มาร์โก ยานโควิช, เปโดร บิคัลโญ่; อับเดลลาห์ ซูบีร์, โจนี มอนเตียล, เลอันโดร อันดราเด้; คามิโล ดูรัน
เหตุการณ์สำคัญ (Goals & Key Moments)
ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูลกดสองตุงไว คุมเกมแบบเบ็ดเสร็จ
- นาที 15 | ลิเวอร์พูล 1-0 อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โหม่ง/จิ้มระยะเผาขนเข้าประตู เปิดสกอร์จากลูกเตะมุมที่บอลแฉลบ-ชุลมุนหน้าประตู
- นาที 21 | ลิเวอร์พูล 2-0 ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ รับบอลในพื้นที่ว่างก่อนกดเรียดเสียบมุม (เกมรับการาบัคเปิดช่องกลางกว้าง)
- นาที 2 (เหตุการณ์สำคัญ): ฟริมปงเจ็บตั้งแต่ต้นเกม ลิเวอร์พูลต้องปรับโครงสร้างแนวรับและบทบาทผู้เล่นทันที
ครึ่งหลัง: ซาลาห์ปลดล็อก-ไหลเป็นน้ำ 4 ประตูรวด
- นาที 50 | ลิเวอร์พูล 3-0 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซัดฟรีคิกด้วยซ้าย “เสียบสามเหลี่ยม” (ระบุว่าเป็นลูกฟรีคิกโดยตรง)
- นาที 57 | ลิเวอร์พูล 4-0 อูโก้ เอกีติเก้ ลากหนีแนวรับก่อนยิงจบสกอร์จากจังหวะโต้กลับ (มีชื่อผู้แอสซิสต์ในรายงานเป็นฟาน ไดจ์ค)
- นาที 61 | ลิเวอร์พูล 5-0 แม็ค อัลลิสเตอร์ เบิ้ลประตูที่สอง ยิงจ่อ ๆ ระยะเผาขนจากจังหวะต่อบอลในเขตโทษ
- นาที 90 | ลิเวอร์พูล 6-0 เฟเดริโก้ เคียซ่า (ตัวสำรอง) ยิงปิดกล่องจากกลางเขตโทษ โดยมีฟาน ไดจ์ค จ่ายให้ในจังหวะสวนกลับ
ใบเหลือง/ใบแดง
- การาบัค: มาร์โก ยานโควิช โดนใบเหลือง นาที 70
- ลิเวอร์พูล: ไม่มีใบเหลือง/ใบแดง
การเปลี่ยนตัว (Substitutions Timeline)
ลิเวอร์พูล
- นาที 67: เทรย์ นีโอนี แทน เอกีติเก้
- นาที 67: ริโอ เอ็นกูโมฮา แทน เวียร์ตซ์
- นาที 74: เคียซ่า แทน กัคโป
- นาที 75: อามารา นัลโล แทน โซบอสซ์ไล
การาบัค
- นาที 67: โทรัล บายรามอฟ แทน จาฟาร์คูลิเยฟ
- นาที 68: ดานี โบลท์ แทน อันดราเด้
- นาที 68: นาริมาน อัคฮุนด์ซาเด้ แทน ดูรัน
- นาที 81: เอ็มมานูเอล อัดดาย แทน ซูบีร์
- นาที 85: มูซา กูร์บันลี่ แทน มอนเตียล
สถิติสำคัญ (Match Stats)
| หมวด | ลิเวอร์พูล | การาบัค |
|---|---|---|
| ครองบอล | 56.2% | 43.8% |
| ยิงทั้งหมด | 38 | 5 |
| ยิงเข้ากรอบ | 12 | 1 |
| เตะมุม | 14 | 1 |
| ใบเหลือง | 0 | 1 |
| เซฟ | 1 | 6 |
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม (เจาะลึกแบบละเอียด)
1) ภาพรวมเกม: “ขึงสนาม + บุกเป็นระลอก” จนคู่แข่งแตก
ตัวเลขยิง 38 ครั้ง และเตะมุม 14 ครั้ง สะท้อนชัดว่าเกมนี้ลิเวอร์พูลไม่ได้แค่ชนะ แต่ “บดจนคู่แข่งหายใจไม่ทั่วท้อง” ตั้งแต่นาทีแรกจนจบเกม การที่การาบัคยิงเข้ากรอบได้เพียง 1 ครั้ง ทำให้รูปเกมออกมาเป็นวันเวย์แบบแทบไม่ต้องเดา
2) ประตูนำเร็วทำให้เกมง่าย: 15’ และ 21’ คือจุดเปลี่ยน
สองประตูในช่วงต้นเกมทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้ตามแผนที่สุด:
- ได้ประตูจากลูกตั้งเตะ/ชุลมุน (15’) เพิ่มความมั่นใจและทำให้การาบัคต้องเปิดเกมมากขึ้น
- ประตูที่สอง (21’) มาจาก “พื้นที่ว่างตรงกลาง” ซึ่งเป็นจุดที่เมื่อทีมรองพยายามขยับไลน์ เกมรับมักหลวมทันที
3) ครึ่งหลัง “ซาลาห์ปลดล็อก” แล้วไหลยาว
การนำ 2-0 ตอนพักครึ่งคือได้เปรียบ แต่ประตู 3-0 นาที 50 จากฟรีคิกของซาลาห์เป็นเหมือนสัญญาณว่าเกมปิดแล้ว จากนั้นการบุกของลิเวอร์พูลยิ่งเฉียบ โดยเฉพาะจังหวะโต้กลับที่เอกีติเก้ยิงเป็น 4-0 (57’) และการเติมสกอร์แบบต่อเนื่องจนถึง 6-0
4) มิติทางแท็กติกที่เห็นชัด
- เพรสซิ่งและการแย่งบอลแดนบน: ทำให้การาบัคแทบขึ้นเกมไม่ได้ พอถูกบีบจนคืนหลัง/เคลียร์ทิ้ง ก็กลับมารับแรงกดดันรอบใหม่
- กองกลางเติมมาถึงกรอบเขตโทษ: แม็ค อัลลิสเตอร์ได้จบสกอร์ถึง 2 ประตู แปลว่าพื้นที่ “half-space/หน้ากรอบ” ถูกยึดได้อย่างต่อเนื่อง
- การใช้ลูกตั้งเตะและลูกครอส: มีหลายจังหวะโหม่งและเตะมุมต่อเนื่อง สถิติเตะมุม 14 ครั้งเป็นหลักฐาน
ดาวเด่นของเกม (Standout Players)
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (ลิเวอร์พูล)
-
2 ประตู (นาที 15, 61) เป็นทั้งคนปลดล็อกและคนเร่งเครื่องปิดเกม
-
อ่านจังหวะในเขตโทษดีมาก “อยู่ถูกที่ถูกเวลา” ทั้งสองลูก
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)
- ฟรีคิกสุดคมเป็น 3-0 และมีบทบาทสร้างโอกาสหลายครั้งหลังจากนั้น
- รายงานระบุว่าเป็นการกลับมายิงได้อีกครั้งในเวทียุโรป และช่วยให้ทีมการันตีท็อป 8
ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (ลิเวอร์พูล)
-
ยิง 1 ประตู (21’) และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมเกมรุกในแดนบนก่อนถูกเปลี่ยนออก
อูโก้ เอกีติเก้ + เฟเดริโก้ เคียซ่า
- เอกีติเก้ยิง 4-0 จากจังหวะสวนกลับ (57’)
- เคียซ่าลงมายิงปิดท้าย 6-0 นาที 90 ย้ำความต่างคุณภาพของขุมกำลัง
สถานการณ์ตาราง: ลิเวอร์พูล “ท็อป 8” เข้ารอบ 16 ทีมทันที
- ลิเวอร์พูลจบลีกเฟส อันดับ 3 เก็บ 18 คะแนน (ชนะ 6 แพ้ 2) ได้สิทธิ์เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอัตโนมัติ ไม่ต้องเล่นเพลย์ออฟ
- การาบัคจบด้วย 10 คะแนน และยังอยู่ในโซนเพลย์ออฟ (อันดับ 22) แม้แพ้ยับในนัดนี้
โปรแกรมถัดไป / ก้าวต่อไปในรายการ
- ลิเวอร์พูล: มีคิวกลับไปเล่นพรีเมียร์ลีกพบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (ระบุวันแข่งในโปรแกรมพรีเมียร์ลีก)
- ยูซีแอล: รอบเพลย์ออฟจะจับสลากวันศุกร์ และลิเวอร์พูลในฐานะทีมท็อป 8 จะรอผู้ชนะเพลย์ออฟในรอบ 16 ทีม โดยมีความเป็นไปได้ของสายการเจอคู่แข่งตามเงื่อนไขจับสลากที่สื่ออังกฤษสรุปไว้






