ผลบอล อาร์เซน่อล 0-0 ลิเวอร์พูล | สรุปเกมพรีเมียร์ลีก 9 ม.ค. 2026
อาร์เซน่อลพลาดโอกาสทิ้งห่างหัวตาราง หลังเปิดบ้านเสมอลิเวอร์พูล 0-0 ในพรีเมียร์ลีก (เช้ามืด 9 ม.ค. 03:00 น. เวลาไทย) เกมครึ่งแรก “ปืนใหญ่” กดดันหนักแต่จบไม่คม ขณะที่โอกาสจะแจ้งสุดของเกมกลับเป็นฝั่งทีมเยือนเมื่อ “คอเนอร์ แบรดลีย์” ชิพชนคานจากความผิดพลาดของแนวรับเจ้าถิ่น ครึ่งหลังลิเวอร์พูลคุมจังหวะได้มากขึ้น แต่ทั้งสองทีมยังเจาะไม่เข้า จบเกมมีดราม่าทดเจ็บกรณี “กาเบรียล มาร์ติเนลลี” กับ “แบรดลีย์”
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการ: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 (แมตช์เดย์ 21)
- วัน-เวลาแข่งขัน: คืนวันพฤหัสบดีที่ 8 ม.ค. 2026 (อังกฤษ) / เช้ามืดวันศุกร์ที่ 9 ม.ค. 2026 เวลา 03:00 น. (เวลาไทย)
- สนาม: เอมิเรตส์ สเตเดียม, ลอนดอน
- ผู้ชม: 60,258 คน
- สภาพอากาศ: ฝน/สนามแฉะ (ประมาณ 6°C ตามข้อมูลสนาม)
- ผู้ตัดสิน: แอนโธนี เทย์เลอร์ (VAR: จอห์น บรูคส์)
สกอร์
-
อาร์เซน่อล 0-0 ลิเวอร์พูล
ภาพรวมเกมแบบย่อยง่าย
- อาร์เซน่อล เปิดฉากแรงมาก เกมรุกส่วนใหญ่ไหลไปทางฝั่ง บูกาโย ซากา แต่จังหวะ “จ่ายสุดท้าย/จบสกอร์” ไม่เด็ดขาด
- ลิเวอร์พูล มาเน้น “รัดกุมก่อน” ไม่มีหน้าเป้าธรรมชาติ (ขาด อูโก้ เอกีติเก้) เลยใช้การยืนแบบ “ฟอลส์ไนน์/หมุนตำแหน่ง” และหวังฉวยจังหวะผิดพลาดของเจ้าถิ่น
- รูปเกม “เหมือนอาร์เซน่อลคุม” ในครึ่งแรก แต่ภาพรวมทั้งเกม ลิเวอร์พูลมีบอลมากขึ้น (โดยเฉพาะครึ่งหลัง) จนสถิติโดยรวมออกมาใกล้เคียง/เอนมาทางทีมเยือนเล็กน้อย
เหตุการณ์สำคัญในเกม
ครึ่งแรก: ปืนบุกหนัก—แต่โอกาสทองสุดเป็นของหงส์
- อาร์เซน่อลเริ่มเกมได้คึกคัก ซากามีจังหวะเปิดอันตรายหลายครั้ง แต่แนวรับลิเวอร์พูลช่วยกันเคลียร์ได้หมด
- จังหวะหวาดเสียวที่สุดของครึ่งแรก: แนวรับอาร์เซน่อลพลาดสื่อสารกันระหว่าง ดาบิด รายา กับ วิลเลียม ซาลีบา บอลเข้าทาง คอเนอร์ แบรดลีย์ ก่อนชิพข้ามผู้รักษาประตู—แต่บอล ชนคาน (และจังหวะต่อเนื่อง โคดี กัคโป เก็บตกแต่ยิงไม่เข้าเป้า)
- ใบเหลืองสำคัญช่วงต้นเกม: เลอันโดร ทรอสซาร์ โดนใบเหลืองนาที 12
ครึ่งหลัง: ลิเวอร์พูลคุมจังหวะมากขึ้น—อาร์เซน่อล “เงียบ” ช่วงยาว
- พรีเมียร์ลีกระบุว่า อาร์เซน่อล ไม่มีช็อตยิงเลยตั้งแต่นาที 45 จนถึงทดเวลาครึ่งหลัง (ก่อนจะได้ยิงช่วงท้ายจริง ๆ) สะท้อนว่าครึ่งหลังจังหวะบุกฝืดชัดเจน
- ลิเวอร์พูลมีช่วงกดดันมากขึ้นจากบอลนิ่งและการเปลี่ยนแกน โดยมีลูกฟรีคิกของ โดมินิก โซบอสไล ที่บอลไป “ตกบนหลังคาตาข่าย” เป็นหนึ่งในช็อตเด่นของครึ่งหลัง
- อาร์เซน่อลแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัว (รายละเอียดด้านล่าง) โดย วิคเตอร์ โยเคเรส ถูกถอดออกนาที 64 หลังมีส่วนร่วมกับเกมน้อยมาก (Opta ระบุว่าได้สัมผัสบอลเพียง 8 ครั้งใน 64 นาที)
ทดเจ็บ: ดราม่าริมเส้น “มาร์ติเนลลี–แบรดลีย์”
- ช่วงทดเวลามีเหตุชุลมุน เมื่อ กาเบรียล มาร์ติเนลลี มีพฤติกรรมเร่งเกม/ปะทะกับ แบรดลีย์ ที่บาดเจ็บจนเกิดเหตุโต้เถียงกัน ผู้เล่นทั้งสองทีมกรูเข้าหากัน ก่อนผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้ มาร์ติเนลลี และ อิบราฮิมา โกนาเต
- แบรดลีย์ เจ็บหนักช่วงท้ายและถูกเปลี่ยนออกนาที 90+5 โดย โจ โกเมซ ลงมาแทน
รายชื่อผู้เล่นตัวจริงและการเปลี่ยนตัว (ภาษาไทย)
อาร์เซน่อล (ระบบ 4-3-3)
ดาบิด รายา; เยอร์เรียน ทิมเบอร์, วิลเลียม ซาลีบา, กาเบรียล มากัลเญส, ปิเอโร อินกาปิเอ; มาร์ติน โอเดการ์ด (กัปตัน), มาร์ติน ซูบีเมนดี, เดแคลน ไรซ์; บูกาโย ซากา, วิคเตอร์ โยเคเรส, เลอันโดร ทรอสซาร์
ตัวสำรองที่ถูกส่งลงสนาม
- ไมลส์ ลูอิส-สเคลลี แทน อินกาปิเอ (57’)
- กาเบรียล เชซุส แทน โยเคเรส (64’)
- กาเบรียล มาร์ติเนลลี แทน ทรอสซาร์ (64’)
- เอเบเรชี เอเซ แทน โอเดการ์ด (78’)
- โนนี มาดูเอเก แทน ซากา (78’)
ลิเวอร์พูล (ระบบ 4-2-3-1)
อาลีสซง เบ็คเกอร์; คอเนอร์ แบรดลีย์, อิบราฮิมา โกนาเต, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (กัปตัน), มิลอช เคอร์เคซ; ไรอัน กราเฟนแบร์ค, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์; เยเรมี ฟริมปง, โดมินิก โซบอสไล, โคดี กัคโป; ฟลอเรียน เวียร์ตซ์
ตัวสำรองที่ถูกส่งลงสนาม
-
โจ โกเมซ แทน แบรดลีย์ (90+5’)
ใบเหลืองของลิเวอร์พูล
- แม็ค อัลลิสเตอร์ (90’)
- โกนาเต (90+3’)
สถิติสำคัญหลังเกม
| รายการ | อาร์เซน่อล | ลิเวอร์พูล |
|---|---|---|
| ครองบอล | 48% | 52% |
| ยิงทั้งหมด | 9 | 8 |
| โอกาสจะแจ้ง (Big chances) | 1 | 0 |
| xG โดยรวม | 0.57 | 0.31 |
Opta ชี้อีกมุมว่า ลิเวอร์พูล “ยิงเข้ากรอบ 0 ครั้ง” ตลอดทั้งเกม ซึ่งเป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกของพวกเขานับตั้งแต่ปี 2010
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม
อาร์เซน่อล: คุมพื้นที่ได้ช่วงต้น แต่ “ความคม” หายไปในครึ่งหลัง
เกมนี้อาร์เซน่อลวางหมากให้ ซากา เป็นแกนสร้างโอกาสตั้งแต่ต้น—ทั้งการลากกินตัวและการครอสเข้าเขตโทษ แต่เมื่อเจอแผงรับลิเวอร์พูลที่ยืนโซนแน่น + ถอยบล็อกเป็นชั้น ๆ ช่องว่างในกรอบเขตโทษแทบไม่มี
จุดที่น่ากังวลคือครึ่งหลัง อาร์เซน่อลขาด “จังหวะเร่ง” และเสียความต่อเนื่อง จนถึงขั้นพรีเมียร์ลีกระบุว่าไม่มีช็อตยิงยาวตั้งแต่หลังพักครึ่งไปจนทดเวลา
แม้เปลี่ยนเอา กาเบรียล เชซุส กับ มาร์ติเนลลี ลงมาเพิ่มความดุดัน แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ
ลิเวอร์พูล: ชนะในเชิง “วินัย” และการปิดจุดแข็งของปืนใหญ่
ลิเวอร์พูลมาแบบชัดเจนว่า “เอาเกมรับให้รอดก่อน” เพราะไม่มีหน้าเป้าธรรมชาติ (เอกีติเก้เจ็บ) จึงใช้ เวียร์ตซ์ ยืนสูงแบบหมุนตำแหน่ง และอาศัยวินัยของคู่เซ็นเตอร์ ฟาน ไดค์–โกนาเต คุมพื้นที่หน้ากรอบ
ครึ่งหลังเป็นช่วงที่แผนของสล็อตเริ่มทำงานเต็ม ๆ: Opta ระบุว่าลิเวอร์พูลครองบอลหลังพักครึ่งมากถึง 65% และจ่ายบอลพื้นที่สุดท้ายมากกว่าอาร์เซน่อลแบบทิ้งห่าง แม้สุดท้ายจะยัง “ไม่คมพอ” เองก็ตาม
ทำไมเกมออก 0-0 ทั้งที่มีความตึงตลอด?
- อาร์เซน่อล “สร้างได้” แต่เข้าพื้นที่อันตรายแบบจะจะไม่มากพอ และครึ่งหลังเกมรุกสะดุดยาว
- ลิเวอร์พูล “เอาตัวรอดได้” ด้วยโครงสร้างรับและการยืนตำแหน่ง แต่เกมรุกจบไม่ลง—ถึงขั้นไม่มีช็อตเข้ากรอบ
- โอกาสที่ใกล้เคียงประตูที่สุดของเกมจริง ๆ คือช็อต แบรดลีย์ชนคาน จากความผิดพลาดคู่ รายา–ซาลีบา
ดาวเด่นของเกม
อาร์เซน่อล
- เดแคลน ไรซ์: แบกจังหวะกลางสนามทั้งเกม และมีลูกเตะมุมช่วงท้ายที่เกือบทำให้ทีมได้ประตู (Opta ระบุว่าเป็น “โอกาสสุดท้าย” ของเกมที่เกือบชนะ)
- บูกาโย ซากา: เป็นต้นทางเกมรุกช่วงที่อาร์เซน่อลเล่นดีที่สุด (ครึ่งแรก)
ลิเวอร์พูล
- เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ / อิบราฮิมา โกนาเต: คุมเกมรับ ลดคุณภาพโอกาสยิงของเจ้าถิ่นได้ดีมาก
- คอเนอร์ แบรดลีย์: เกือบเป็นฮีโร่จากช็อตชนคาน และมีบทบาทเกมรับ-เกมสวน ก่อนเจ็บช่วงท้าย
สรุปสถานการณ์ลุ้นแชมป์หลังเกม
- อาร์เซน่อล พลาดโอกาสทิ้งเป็น 8 แต้ม หลังแมนฯ ซิตี้สะดุดก่อนหน้านี้ แต่ผลเสมอยังทำให้พวกเขา นำจ่าฝูง 6 คะแนน เหนือทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า
- ลิเวอร์พูลยังอยู่อันดับ 4 และตามอาร์เซน่อล 14 แต้ม
โปรแกรมถัดไปของทั้งสองทีม
อาร์เซน่อล
-
เอฟเอ คัพ รอบสาม: พอร์ทสมัธ vs อาร์เซน่อล — 11 ม.ค. 2026
ลิเวอร์พูล
- เอฟเอ คัพ รอบสาม: ลิเวอร์พูล vs บาร์นสลีย์ — 12 ม.ค. 2026
- พรีเมียร์ลีก: ลิเวอร์พูล vs เบิร์นลีย์ — 17 ม.ค. 2026






