ผลบอล เอฟเวอร์ตัน 1-4 นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ลีก 30 พ.ย. 2025
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ระเบิดฟอร์มสุดโหด บุกถล่มเอฟเวอร์ตัน 4-1 ที่ Hill Dickinson Stadium ในพรีเมียร์ลีก จากสองประตูของมัลิค ทิอาว บวกกับประตูของลูอิส ไมลีย์ และนิค โวลเทอมาด้ ขึ้นนำ 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก ก่อนทิอาวโหม่งเม็ดที่สองต้นครึ่งหลัง แม้คีแนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ จะยิงตีไข่แตกสุดสวยให้เจ้าบ้าน แต่ก็เป็นเพียงประตูปลอบใจ เกมนี้ยังเป็นชัยชนะเกมเยือนนัดแรกของซีซั่นให้ทีมของเอ็ดดี้ ฮาว อีกด้วย
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการแข่งขัน: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26
- นัดที่: ประมาณนัดที่ 13 ของฤดูกาล
- วัน–เวลาแข่งขัน: คืนวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2025 เวลา 17:30 น. ตามเวลาท้องถิ่นอังกฤษ
ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2025 เวลา 00:30 น. ตามเวลาประเทศไทย - สนาม: Hill Dickinson Stadium (เหย้าใหม่ของเอฟเวอร์ตัน)
- ผลการแข่งขัน: เอฟเวอร์ตัน 1-4 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
ผู้ทำประตู
-
เอฟเวอร์ตัน:
-
คีแนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ 69′ (ยิงไกลนอกกรอบ)
-
-
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด:
- มัลิค ทิอาว 1′ (โหม่งจากเตะมุม – ประตูเร็วสุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้)
- ลูอิส ไมลีย์ 25′ (ยิงไกลแฉลบหลุดมือพิคฟอร์ด)
- นิค โวลเทอมาด้ 45′ (หลุดเดี่ยวชิพข้ามตัวผู้รักษาประตู)
- มัลิค ทิอาว 58′ (โหม่งลูกตั้งเตะ ปิดจ๊อบ 4-0)
ภาพรวมก่อนเกม
เอฟเวอร์ตันของเดวิด มอยส์ลงสนามด้วยความมั่นใจ หลังเพิ่งบุกชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยผู้เล่น 10 คน และก่อนนั้นก็เพิ่งเก็บชัยจากฟูแล่ม ทำให้แต้มสะสมอยู่แถวกลางตาราง แต่ก็ยังต้องการคะแนนเพื่อหนีโซนล่างให้ปลอดภัยในระยะยาว
ด้านนิวคาสเซิ่ลของเอ็ดดี้ ฮาว กำลังเผชิญปัญหาฟอร์มเกมเยือน หนักถึงขั้นไม่ชนะเลยในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และแพ้เกมเยือนลีก 3 นัดติดก่อนเกมนี้ เกมที่ Hill Dickinson Stadium จึงถูกมองเป็น “ด่านทดสอบสำคัญ” ว่าทีมจะคลายล็อกฟอร์มนอกบ้านได้หรือไม่
บรรยากาศก่อนเตะมีความพิเศษในฝั่งเอฟเวอร์ตันด้วย เนื่องจากมีการเปิดตัวม้านั่งที่ระลึกถึงแกรี สปีด อดีตแข้งคนสำคัญผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยเล่นให้ทั้งเอฟเวอร์ตันและนิวคาสเซิ่ล เป็นเหมือนสัญลักษณ์รำลึกและรณรงค์เรื่องสุขภาพจิตของสโมสรเจ้าบ้านอีกด้วย
รายละเอียดการแข่งขัน
ครึ่งแรก: ทิอาวโหม่งนำตั้งไม่ถึงนาที – เอฟเวอร์ตันพังเองสามลูกติด
-
นาทีที่ 1
เกมเริ่มมาไม่ถึงนาที นิวคาสเซิ่ลได้เตะมุมฝั่งขวา บอลเปิดเข้ามาในกรอบหกหลา มัลิค ทิอาว กองหลังตัวใหม่ขึ้นโหม่งเหนือเจมส์ ทาร์คอฟสกี้และไมเคิล คีน ส่งบอลเสียบตาข่าย เจ้าบ้านถูกนำ 0-1 ตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งเกม และสถิติบันทึกว่าประตูนี้เกิดขึ้นราววินาทีที่ 52 เป็นประตูเร็วที่สุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทันที
หลังโดนนำเร็ว เอฟเวอร์ตันพยายามตั้งหลักและเริ่มครองบอลได้มากขึ้น ช่วงกลางครึ่งแรกเจ้าบ้านดูดีกว่าในเชิงการครองเกม แต่ปัญหาสำคัญคือการจบสกอร์ที่ยังไม่คม
-
นาทีที่ 25 – 0-2
ความผิดพลาดในแดนตัวเองเล่นงานเอฟเวอร์ตันเต็ม ๆ เมื่อทีมเสียบอลในเขตโทษตัวเองแบบ “เด้งไปเด้งมา” จนบอลถูกสกัดเข้าทางลูอิส ไมลีย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย 18 ปีของนิวคาสเซิ่ล ซัดเรียดจากหัวกะโหลกบอลไม่ได้แรงมาก แต่จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่ถูกบังวิสัยทัศน์โดยเพื่อนร่วมทีมรับพลาด ปล่อยให้บอลลอดมือเข้าประตูไปกลายเป็น 0-2 ท่ามกลางเสียงบ่นของแฟนเจ้าถิ่น
ในช่วงระหว่างสองประตู เอฟเวอร์ตันมีช่วงที่บุกกดดันได้ดี ลูกครอสและการประสานของคาร์ลอส อัลการาซ และธีแอร์โน แบร์รี สร้างความหวังให้แฟนบอลบ้าง แต่ไม่มีจังหวะเด็ดขาดพอจะเป็นประตู
-
นาทีที่ 45 – 0-3
ก่อนหมดครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ลลงโทษเอฟเวอร์ตันอีกครั้ง จากจังหวะสวนกลับที่เริ่มจากการที่ผู้รักษาประตูทีมเยือนรับบอลไว้ได้แล้วเปิดเกมเร็ว บอลทะลุช่องไปถึงนิค โวลเทอมาด้ หลุดอยู่กลางประตูแบบโล่งเกินไป ก่อนจะยกบอลข้ามตัวพิคฟอร์ดอย่างเหนือชั้น เป็นประตู 0-3 ที่ทำให้แฟนเจ้าบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มลุกออกจากสนามตั้งแต่พักครึ่ง เพราะแทบไม่เห็นทางกลับมาของทีมรักแล้ว
จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ลนำ 3-0 ทั้งที่เปอร์เซ็นต์ครองบอลไม่ได้ทิ้งขาด แต่ประสิทธิภาพในการใช้โอกาสและการกดดันความผิดพลาดของคู่แข่ง “คมกว่าและฉลาดกว่า” อย่างเห็นได้ชัด
ครึ่งหลัง: ทิอาวโหม่งเบิ้ล – ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ซัดสวยแต่ให้ได้แค่ปลอบใจ
ครึ่งหลัง เดวิด มอยส์พยายามแก้เกม ส่งตัวรุกสำรองลงมาเพิ่มความสด และจังหวะสำคัญอย่างหนึ่งคือการส่งคาร์ลอส อัลการาซ ลงมาช่วยเติมเกมจากแดนกลาง
เอฟเวอร์ตันเกือบได้ประตูไล่ตีไข่แตกเร็ว เมื่ออัลการาซได้จังหวะยิงบอลไปชนคานอย่างจัง ก่อนที่จังหวะต่อมาจะกลายเป็นฝันร้ายซ้ำสอง
-
นาทีที่ 58 – 0-4
จากลูกตั้งเตะด้านข้าง นิวคาสเซิ่ลเก็บบอลจังหวะสองได้และเปิดย้อนกลับเข้ากรอบเขตโทษ ทิอาวที่วันนี้เล่นลูกกลางอากาศได้โดดเด่น ขึ้นโขกเน้น ๆ หน้าปากประตูเป็นประตูที่สองของตัวเอง และเป็นสกอร์ 0-4 ให้ทีมเยือน นิวคาสเซิ่ลยิงในสนามนี้ 4 ลูกในเกมเดียว ทั้งที่ก่อนหน้าแทบไม่เคยทำได้ในการเล่นเกมเยือนลีกช่วงหลัง
เอฟเวอร์ตันมีจังหวะที่คิดว่าตีไข่แตกได้จากธีแอร์โน แบร์รี ที่ซัดเข้าไปแล้ว แต่ถูก VAR ริบคืนเพราะจังหวะมีแฮนด์บอลก่อน ทำให้แฟนเจ้าถิ่นยิ่งผิดหวังไปอีกขั้น
-
นาทีที่ 69 – 1-4
ประตูปลอบใจของเอฟเวอร์ตันมาในรูปแบบที่สวยงาม คีแนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ ได้บอลบริเวณนอกกรอบทางฝั่งซ้ายของโซนอันตราย ก่อนลากเข้าในหนึ่งจังหวะแล้วกดด้วยซ้าย บอลโค้งเสียบเสาแบบผู้รักษาประตูแทบไม่ขยับ เป็น 1-4 และถือเป็นประตูที่สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพส่วนบุคคลของเขายังสามารถสร้างความแตกต่างได้ แม้ภาพรวมทีมจะพ่ายเละก็ตาม
ช่วงท้ายเกม เอฟเวอร์ตันพยายามบุกใส่ต่อเนื่องเพื่อให้สกอร์ดูดีขึ้น แต่แนวรับและผู้รักษาประตูนิวคาสเซิ่ลคุมสถานการณ์ได้ดี ไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมด้วยชัยชนะขาดลอยของทีมเยือน 4-1
สถิติสำคัญของเกม
จากข้อมูลสถิติเบื้องต้นหลังจบเกม
- การครองบอล: เอฟเวอร์ตัน ประมาณ 49% – นิวคาสเซิ่ล ประมาณ 51%
- จำนวนโอกาสยิงทั้งหมด: นิวคาสเซิ่ลสร้างโอกาสได้ไม่มากเท่าซิตี้/ลิเวอร์พูลแบบเกมเปิด แต่ “ยิงเข้ากรอบน้อยครั้งแต่คม” ใช้โอกาสได้สูงมาก
- เอฟเวอร์ตันมีจังหวะลุ้นจากอัลการาซและแบร์รี รวมถึงดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ในช่วงท้าย แต่ส่วนใหญ่เป็นการยิงนอกกรอบหรือถูกบล็อก
- นิวคาสเซิ่ลมีค่าโอกาสคุณภาพ (เชิง xG) สูงจากจังหวะในกรอบเขตโทษ โดยเฉพาะลูกโหม่งของทิอาว และลูกหลุดเดี่ยวของโวลเทอมาด้
สิ่งที่สถิติบอกชัด คือ นิวคาสเซิ่ล “ลงโทษทุกความผิดพลาดของเอฟเวอร์ตัน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เจ้าถิ่นแม้มีช่วงที่ครองบอลได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสจบที่มีคุณภาพสูงได้มากพอ
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม
เอฟเวอร์ตัน: ฟอร์มสวนทางจากเกมชนะผี – เกมรับพังยับและความผิดพลาดส่วนบุคคล
- จากเกมที่เพิ่งบุกไปชนะแมนยูด้วยผู้เล่น 10 คน แบบเล่นด้วยระเบียบเกมรับดีเยี่ยม มาสู่เกมนี้ที่เสียถึง 4 ประตูในบ้านตัวเอง แฟนบอลจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับความสม่ำเสมอของทีมอย่างหนัก
- ประตูที่เสียแทบทุกลูกมาจาก “ความผิดพลาดส่วนบุคคล” ผสมกับ “การยืนตำแหน่งเกมรับที่หลวม” ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ทิอาวโหม่งโล่ง ๆ ทั้งประตูแรกและประตูที่สี่ หรือจังหวะคลุกคลานหน้าประตูก่อนลูกของไมลีย์
- จอร์แดน พิคฟอร์ด ถูกวิจารณ์หนักเป็นพิเศษจากจังหวะประตูที่สองที่ปล่อยให้บอลลอดมือ ทั้งที่ลูกไม่ได้แรงมาก รวมถึงการยืนตำแหน่งในจังหวะโดนชิพของโวลเทอมาด้
- แม้ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์จะแสดงให้เห็นว่ามีคุณภาพสูงและยิงประตูได้สวยงาม แต่ก็ไม่เพียงพอจะเปลี่ยนผลการแข่งขัน ภาพรวมแล้ว เอฟเวอร์ตันต้องรีบแก้ไขเรื่องสมาธิเวลาเสียประตูเร็ว และต้องลดความผิดพลาดง่าย ๆ หากไม่อยากไหลลงครึ่งล่างของตารางในระยะยาว
นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด: ปลดล็อกเกมเยือน – ทิอาวแจ้งเกิด, ไมลีย์–โวลเทอมาด้เด่น
- ชัยชนะ 4-1 เกมนี้ถือเป็น “ชัยชนะเกมเยือนในลีกนัดแรกของฤดูกาล” หลังจากทีมต้องรอถึงเกือบครึ่งฤดูกาลจึงได้สามแต้มเต็มนอกบ้าน และยังหยุดสถิติไม่ชนะเกมเยือนในลีกถึง 9 นัดติดลงได้ในทีเดียว
- มัลิค ทิอาว กลายเป็นฮีโร่เต็มตัว นอกจากจะทำสองประตูจากลูกโหม่งแล้ว ยังสร้างสถิติยิงประตูเร็วสุดของซีซั่นในพรีเมียร์ลีก และแสดงให้เห็นถึงการอ่านจังหวะบอลและการเล่นลูกกลางอากาศที่แข็งแกร่งมาก
- ลูอิส ไมลีย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง ได้ทั้งหนึ่งประตู หนึ่งแอสซิสต์ และคุมจังหวะเกมกลางสนามร่วมกับรุ่นพี่ได้อย่างแน่นอน เป็นสัญญาณว่าเขากำลังเติบโตเป็นตัวหลักในระยะยาวของสโมสร
- นิค โวลเทอมาด้ แสดงให้เห็นความนิ่งและคมในพื้นที่สุดท้าย ประตูชิพระดับคุณภาพช่วยปิดจ๊อบครึ่งแรกให้ทีมเล่นง่ายขึ้นอย่างมหาศาล และทำให้เกมนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในฟอร์มที่ดีที่สุดของเขากับสโมสรจนถึงตอนนี้
โดยรวมแล้ว นี่คือเกมที่นิวคาสเซิ่ล “เล่นตามแท็กติกและใช้โอกาสได้คุ้มค่าที่สุด” ในขณะที่เอฟเวอร์ตัน “ยิงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ทั้งจากเกมรับและผู้รักษาประตู
ผู้เล่นโดดเด่นของเกม
-
มัลิค ทิอาว (นิวคาสเซิ่ล)
ทำสองประตูจากลูกโหม่ง เซ็ตบรรยากาศเกมตั้งแต่วินาทีแรก และปิดประตูความหวังเจ้าบ้านต้นครึ่งหลัง แถมยังกลายเป็นเจ้าของสถิติประตูเร็วสุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อีกด้วย -
ลูอิส ไมลีย์ (นิวคาสเซิ่ล)
ยิงหนึ่ง จ่ายหนึ่ง คุมบอลและตัดเกมแดนกลางได้ดีเกินวัย 18 ปี แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความเป็นผู้นำในแดนกลางได้อย่างชัดเจน -
นิค โวลเทอมาด้ (นิวคาสเซิ่ล)
ประตูชิพก่อนพักครึ่งไม่เพียงทำให้ทีมหนีเป็น 3-0 แต่ยัง “หักขวัญ” เอฟเวอร์ตันจนแฟนบางส่วนเดินออกจากสนาม เป็นประตูที่เปลี่ยนทิศทางเกมอย่างเด็ดขาด -
คีแนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (เอฟเวอร์ตัน)
แม้ทีมแพ้เละ แต่เขายังสร้างโมเมนต์คุณภาพด้วยการยิงไกลสุดสวย และเป็นจุดศูนย์กลางการขึ้นเกมที่มีชีวิตชีวาที่สุดของเอฟเวอร์ตันในค่ำคืนนี้
สรุปสถานการณ์หลังเกม
- นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ขยับขึ้นกลางตาราง มี 18 แต้มจาก 13 นัด ขยับไปใกล้โซนลุ้นพื้นที่ยุโรป และที่สำคัญคือได้ “ความมั่นใจในเกมเยือน” กลับคืนมาหลังฟอร์มหลุดนอกบ้านอยู่นาน
- เอฟเวอร์ตัน มี 18 แต้มเช่นกัน แต่หล่นไปอยู่โซนล่างของครึ่งตาราง และความพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ขาดคาบ้านเช่นนี้ ทำให้แรงกดดันต่อเดวิด มอยส์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์เรื่องเกมรับและฟอร์มของผู้รักษาประตู






