คริสตัล พาเลซ 1-3 เชลซี | เอสเตเวาฉายแสง ยิง+จ่าย พา “สิงห์บลูส์” คว้า 3 แต้ม พรีเมียร์ลีก 25 ม.ค. 2026
เชลซีของเลียม โรเซเนียร์บุกชนะคริสตัล พาเลซ 3-1 ที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ก เมื่อ 25 ม.ค. 2026 โดยเอสเตเวาฉวยความผิดพลาดแนวรับยิงนำก่อน นาที 34 ก่อนจ่ายให้เจา เปโดรบวกเพิ่มต้นครึ่งหลัง และเอ็นโซ เฟร์นานเดซสังหารจุดโทษ หลัง VAR เช็กแฮนด์บอล ด้านพาเลซโดนใบแดง (วาร์ตัน) แล้วไล่มาได้จากริชาร์ดส์ท้ายเกมแต่ไม่ทัน
ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
คริสตัล พาเลซ 1-3 เชลซี
แข่งขัน: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26
วันแข่งขัน: 25 มกราคม 2026
เวลาแข่งขัน: 21:00 น. (เวลาไทย)
สนาม: เซลเฮิร์สต์ พาร์ก (Selhurst Park), ลอนดอน
ผู้ตัดสิน: ดาร์เรน อิงแลนด์ (Darren England)
ภาพรวมเกม: จุดเปลี่ยนอยู่ที่ “ความพลาด 1 ครั้ง” แล้วเชลซีเร่งเครื่องครึ่งหลัง
เกมช่วงต้นไม่ได้ไหลลื่นมาก ทั้งสองทีมมีจังหวะได้ลุ้นจากความผิดพลาดและเกมสวนกลับเป็นหลัก พาเลซมีโอกาสทองตั้งแต่นาที 8 จากจังหวะหลุดเดี่ยวของ ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า แต่ติดเซฟ โรเบิร์ต ซานเชซ ทำให้พาเลซพลาดโอกาสขึ้นนำที่อาจเปลี่ยนหน้าตาเกมได้
จากนั้นกลายเป็นเชลซีที่ “ได้ของขวัญ” เมื่อความผิดพลาดของ เจย์ดี แคนวอต (Jaydee Canvot) จ่ายคืนหลังเบาเกินไป เปิดทางให้ เอสเตเวา ฉกบอลแล้วจบสกอร์พาเชลซีขึ้นนำ 1-0 ในนาที 34
- ครึ่งหลังเชลซีชัดเจนขึ้นมาก เกมรุกมีมิติและเล่นกันเร็วขึ้นจนได้ประตูที่สองจาก เจา เปโดร นาที 50 (เริ่มต้นครึ่งหลังไม่นาน) โดยเอสเตเวาจ่ายให้ในจังหวะสวนกลับ
- ไฮไลต์ต่อมาคือจังหวะ VAR เช็กแฮนด์บอลของแคนวอต ก่อนผู้ตัดสินให้จุดโทษ และ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ สังหารเป็น 3-0 ในนาที 64
- พาเลซยิ่งลำบากเมื่อ อดัม วาร์ตัน ได้ใบเหลืองที่สอง กลายเป็นใบแดง นาที 72
- ท้ายเกมพาเลซตีไข่แตกจาก คริส ริชาร์ดส์ โหม่งจ่อ ๆ นาที 88 แต่เป็นเพียงประตูปลอบใจ เชลซีปิดเกมคว้า 3 แต้มกลับบ้าน
ไทม์ไลน์สำคัญ (เรียงตามลำดับเหตุการณ์)
ครึ่งแรก
- นาที 8: มาเตต้าได้หลุดเดี่ยวแต่ซานเชซเซฟ ช็อตสำคัญของพาเลซ
- นาที 20: ไคเซโด้ โดนใบเหลือง (เชลซี)
- นาที 34: 0-1 เชลซี — เอสเตเวาฉกคืนหลังที่พลาดของแคนวอตแล้วจบสกอร์
ครึ่งหลัง
- นาที 50: 0-2 เชลซี — เจา เปโดรยิงจากจังหวะสวนกลับ (เอสเตเวาแอสซิสต์)
- นาที 59-60: VAR เช็กแฮนด์บอล ก่อนตัดสินให้ จุดโทษเชลซี
- นาที 64: 0-3 เชลซี — เอ็นโซ เฟร์นานเดซยิงจุดโทษเข้าไป
- นาที 67: วาร์ตันโดนใบเหลืองแรก
- นาที 72: วาร์ตันโดนใบเหลืองที่สอง = ใบแดง พาเลซเหลือ 10 คน
- นาที 88: 1-3 พาเลซ — ริชาร์ดส์โหม่งตีไข่แตกจากการเล่นลูกตั้งเตะ/ต่อเนื่องหน้าปากประตู
รายชื่อ 11 ตัวจริง และการเปลี่ยนตัว (สำคัญต่อรูปเกม)
คริสตัล พาเลซ (ระบบ 3-4-2-1)
ตัวจริง: ดีน เฮนเดอร์สัน (C); เจย์ดี แคนวอต, มักซ็องซ์ ลาครัวซ์, คริส ริชาร์ดส์; ดาเนียล มูนญอซ, อดัม วาร์ตัน, เจฟเฟอร์สัน เลอร์มา, ไทริค มิตเชลล์; อิสไมล่า ซาร์, เบรนแนน จอห์นสัน; ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตต้า
สำรองที่ถูกส่งลง:
-
เปโดร เนโต้? (ฝั่งเชลซี) หมายเหตุ: รายชื่อสำรองพาเลซที่ลงสนาม ได้แก่ เยเรมี ปิโน, บอร์นา โซซา, วิล ฮิวจ์ส, ชาดี ริอาด, คริสตันตัส อูเช ฯลฯ
เชลซี (ระบบ 4-2-3-1)
ตัวจริง: โรเบิร์ต ซานเชซ; รีซ เจมส์ (C), เทรวอห์ ชาโลบาห์, เบอนัวต์ บาเดียชิล, มาร์ค คูคูเรญ่า; มอยเซส ไคเซโด้, อันเดรย์ ซานโตส; เปโดร เนโต้, เอ็นโซ เฟร์นานเดซ, เอสเตเวา; เจา เปโดร
สำรองที่ถูกส่งลง (พร้อมนาทีเปลี่ยน):
เวสลีย์ โฟฟาน่า (ลง), มาลอง กุสโต้, โยเรล ฮาโต, เจมี กิตเทนส์, เลียม ดีแลป ฯลฯ
บริบทสำคัญ: เชลซีไม่มี โคล พาลเมอร์ (เหตุผลด้านความฟิต/อาการเล็กน้อยตามรายงานสื่อ) ทำให้เอสเตเวาได้โอกาสเด่นและเป็นคนเปลี่ยนเกม
สถิติสำคัญ (ภาพรวมเกม)
อ้างอิงสถิติจากแหล่งรายงานหลังเกม
- ครองบอล: พาเลซ 43.2% | เชลซี 56.8%
- ยิงทั้งหมด: พาเลซ 13 | เชลซี 10
- ยิงเข้ากรอบ: พาเลซ 7 | เชลซี 6
- เตะมุม: พาเลซ 4 | เชลซี 5
- ใบเหลือง: พาเลซ 2 | เชลซี 2
- ใบแดง: พาเลซ 1 | เชลซี 0
- เซฟ (ผู้รักษาประตู): พาเลซ 2 | เชลซี 5
- xG (โอกาสคาดหวัง): พาเลซ 1.77 | เชลซี 2.20
- Big chances missed: พาเลซ 5 | เชลซี 2
อ่านเกมจากตัวเลข: ถึงเชลซีชนะ 3-1 แต่พาเลซ “ยิงเข้ากรอบมากกว่า” และมี big chance ที่พลาดหลายครั้ง สอดคล้องกับคำอธิบายในรายงานว่า “มาเตต้าได้โอกาสทองตั้งแต่ต้นเกม” หากพาเลซคมกว่านี้ เกมอาจตึงมือกว่านี้มาก
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม (เจาะแท็กติก + จุดตัดสินผล)
1) ความผิดพลาดรายบุคคล = ประตูเปิดเกม และทำให้แผนพาเลซพังเร็ว
พาเลซตั้งใจเล่นแบบระวังหลังบ้านและหาจังหวะเข้าทำเร็ว แต่ความผิดพลาด “คืนหลังเบา” ของแคนวอตทำให้เสียประตู 0-1 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพาเลซมีลุ้นนำจากหลุดเดี่ยวของมาเตต้า
เมื่อเสียประตูจากจังหวะที่ไม่ควรเสีย รูปเกมที่พาเลซพยายามคุมสมดุลก็เริ่มแกว่ง เพราะต้องเร่งมากขึ้นและเปิดพื้นที่ให้เกมสวนของเชลซี
2) เชลซีเร่งจังหวะ “ครึ่งหลัง” จนพาเลซรับไม่ไหว
รายงานพรีเมียร์ลีกชี้ว่าเชลซี “หาจังหวะเพิ่มเกียร์ได้ในครึ่งหลัง” และได้ประตู 0-2 แบบรวดเร็วจากการประสานงานของเอสเตเวา–เจา เปโดร
จังหวะนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้พาเลซต้องเปลี่ยนจากเกมที่ยังพอเกาะ (0-1) เป็นเกมที่ต้อง “วิ่งไล่สองประตู” ทันที
3) VAR + จุดโทษ ทำให้เกมขาด และใบแดงปิดโอกาสคัมแบ็ก
หลัง VAR เช็กแฮนด์บอล ผู้ตัดสินให้จุดโทษและเอ็นโซยิงเป็น 0-3
จากนั้นวาร์ตันโดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดง นาที 72 เกมของพาเลซแทบจบลงตรงนั้น เพราะต้องเล่น 10 คนในสถานการณ์ตามหลังสามประตู
4) พาเลซไม่ได้ “แย่ทั้งเกม” แต่แพ้ความคมและความนิ่งในจังหวะชี้ขาด
สถิติชี้ว่าพาเลซยิงเข้ากรอบ 7 ครั้ง และมี xG 1.77 พร้อม big chance missed ถึง 5 ครั้ง
สรุปคือ “โอกาสมี” แต่ “ไม่จบ” ตรงข้ามกับเชลซีที่คมในช่วงเวลาสำคัญ ได้ประตูจากทั้งความผิดพลาดคู่แข่ง เกมสวนกลับ และลูกจุดโทษ
ดาวเด่นของเกม (Standout Players)
เอสเตเวา (เชลซี)
- ยิง 1 + แอสซิสต์ 1
- เปิดสกอร์จากการไล่กดดัน/ฉกความผิดพลาด และเป็นตัวเร่งเกมสวนกลับให้ประตูที่สอง
เจา เปโดร (เชลซี)
-
ยิงประตูสำคัญต้นครึ่งหลัง เปลี่ยนโมเมนตัมให้เชลซีคุมเกมได้อยู่หมัด
เอ็นโซ เฟร์นานเดซ (เชลซี)
-
ยิงจุดโทษเป็นประตูที่สาม ทำให้เกม “ขาด” และจัดการความกดดันได้เยือกเย็น
ฝั่งพาเลซ: คริส ริชาร์ดส์
-
โหม่งตีไข่แตกนาที 88 และเป็นคนที่ยังสร้างอันตรายจากลูกตั้งเตะจนท้ายเกม
สรุปสถานการณ์บนตารางคะแนนหลังเกม (ผลกระทบต่ออันดับ)
- รายงานทางการระบุว่า พาเลซอยู่โซนกลางล่าง (ราวอันดับ 15) และ เชลซีขยับขึ้นกลุ่มหัวตารางถึงอันดับ 4 (โดยมีหมายเหตุว่าผลคู่หลังอาจทำให้อันดับเปลี่ยน)
- ข้อมูลตาราง/แต้มในหน้ารวมสถิติระบุ เชลซี 37 แต้ม และ พาเลซ 28 แต้ม หลังเตะ 23 นัด
โปรแกรมถัดไป (Next Fixtures)
- คริสตัล พาเลซ: มีโปรแกรม “สำคัญ” บุกเยือน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในสุดสัปดาห์ถัดไป
- เชลซี: กลางสัปดาห์ออกไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เนเปิลส์ (Napoli) จากนั้นกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกพบ เวสต์แฮม






