ผลบอล ลิเวอร์พูล 1-1 ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก 4 ธ.ค. 2025
ลิเวอร์พูลของอาร์เน่ สลอตยังฟอร์มฝืด เปิดแอนฟิลด์โดนทีมน้องใหม่ซันเดอร์แลนด์บุกนำก่อนจากลูกยิงไกลของเชม์สดีน ตัลบี นาที 67 ก่อนฟลอเรียน วีร์ตซ์จะโชว์โซโล่หลบกองหลังแล้วซัดบอลไปแฉลบนอร์ดี มูกีเลเข้าประตู นาที 81 แต่พรีเมียร์ลีกยกให้เป็นการทำเข้าประตูตัวเองของมูกีเล จบเกมเสมอ 1-1 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ผลงานหงส์แดงที่มีแค่ 1 ชัยชนะจาก 14 นัดหลังทุกรายการ ขณะที่ซันเดอร์แลนด์ยังบินสูงในกลุ่มท็อปโฟร์ของตาราง
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการแข่งขัน: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 นัดที่ 14
- วัน–เวลาแข่งขัน: คืนวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2025 เวลา 20:15 น. ตามเวลาที่อังกฤษ
- ตรงกับเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2025 เวลา 03:15 น. ตามเวลาประเทศไทย
- สนาม: แอนฟิลด์, เมอร์ซีย์ไซด์, อังกฤษ
- ผู้ตัดสิน: สจ๊วร์ต แอ็ตต์เวลล์
ผลการแข่งขัน:
ลิเวอร์พูล 1-1 ซันเดอร์แลนด์
ผู้ทำประตู
- ลิเวอร์พูล: นอร์ดี มูกีเล (ทำเข้าประตูตัวเอง) นาทีที่ 81
- ซันเดอร์แลนด์: เชม์สดีน ตัลบี นาทีที่ 67
สถานการณ์ในตารางหลังจบเกม (หลังเตะครบ 14 นัดทั้งสองทีม)
- ลิเวอร์พูล: แข่ง 14 ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 6 มี 22 คะแนน อยู่อันดับ 8–9 ของตาราง
- ซันเดอร์แลนด์: แข่ง 14 ชนะ 6 เสมอ 5 แพ้ 3 มี 23 คะแนน อยู่อันดับ 6 เหนือลิเวอร์พูล 1 อันดับและมากกว่า 1 คะแนน
รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง
ลิเวอร์พูล (ระบบ 4-2-3-1) – ผู้จัดการทีม: อาร์เน่ สลอต
ผู้รักษาประตู
-
อลิสซอน เบ็คเกอร์
กองหลัง
- โจ โกเมซ (แบ็กขวา)
- อิบราฮิม่า โกนาเต้ (เซ็นเตอร์)
- เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (เซ็นเตอร์, กัปตันทีม)
- แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (แบ็กซ้าย)
กองกลางตัวรับ/กึ่งกลาง
- ไรอัน กราเวนแบร์ค
- อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
สามตัวรุกหลังหน้าเป้า
- โดมินิค โซบอสซไล (กึ่งขวา)
- ฟลอเรียน วีร์ตซ์ (หน้าต่ำ/เพลย์เมกเกอร์)
- โคดี้ กักโป (กึ่งซ้าย)
กองหน้าตัวเป้า
-
อเล็กซานเดอร์ อีซัค
ตัวสำรองที่ลงสนาม
- โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แทน โคดี้ กักโป นาที 46
- เคอร์ติส โจนส์ แทน โจ โกเมซ นาที 65
- ฮูโก้ เอกิติเก แทน อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ นาที 74
- ลุทชาเรล คีร์ทซี่ดรูด้า (ไม่ใช่หงส์ – เป็นสำรองซันเดอร์แลนด์)
- เฟเดริโก้ เคียซ่า แทน อเล็กซานเดอร์ อีซัค นาที 86
- มิโลส เคร์เคซ แทน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นาที 86
ซันเดอร์แลนด์ (ระบบ 4-4-2 ยืดหยุ่น) – ผู้จัดการทีม: เรจิส เลอ บริส์
ผู้รักษาประตู
-
โรบิน โรเฟส
กองหลัง
- ไทร ฮูม (แบ็กขวา)
- นอร์ดี มูกีเล (เซ็นเตอร์ขวา)
- แดเนียล บัลลาร์ด (เซ็นเตอร์ซ้าย)
- โอมาร์ อัลเดเรเต้ (เซ็นเตอร์เสริม/ยืนซ้อน)
- เรอินิลโด้ มันดาวา (แบ็กซ้าย/วิงแบ็กซ้าย)
กองกลาง
- กรานิต ชาก้า (กัปตันทีม, ยืนกลางรับ)
- โนอาห์ ซาดิกี้ (บ็อกซ์ทูบ็อกซ์)
- เอนโซ เลอ เฟ (ตัวทำเกมเชื่อมกลาง–หน้า)
- เชม์สดีน ตัลบี (ปีกขวา/ตัวรุกกึ่งใน)
กองหน้า
-
ไบรอัน โบรบบีย์
ตัวสำรองที่ลงสนาม
- วิลสัน อิซิดอร์ แทน ไบรอัน โบรบบีย์ นาที 62
- ลุทชาเรล คีร์ทซี่ดรูด้า แทน เอนโซ เลอ เฟ นาที 79
- ลุค โอ’ไนน์ แทน เชม์สดีน ตัลบี นาที 90+1
สถิติสำคัญของเกม
จากสถิติรวมหลังจบเกม
-
การครองบอล:
- ลิเวอร์พูล 67.8%
- ซันเดอร์แลนด์ 32.2%
- จำนวนยิงทั้งหมด:
- ลิเวอร์พูล 23 ครั้ง
- ซันเดอร์แลนด์ 9 ครั้ง
-
ยิงเข้ากรอบ:
- ลิเวอร์พูล 4 ครั้ง
- ซันเดอร์แลนด์ 6 ครั้ง
-
เตะมุม:
- ลิเวอร์พูล 7 ครั้ง
- ซันเดอร์แลนด์ 3 ครั้ง
-
ฟาวล์:
- ลิเวอร์พูล 10 ครั้ง
- ซันเดอร์แลนด์ 5 ครั้ง
-
ใบเหลือง:
- ลิเวอร์พูล 1 ใบ (โจ โกเมซ)
- ซันเดอร์แลนด์ 1 ใบ (เอนโซ เลอ เฟ)
-
เซฟ:
- อลิสซอน 4 เซฟ
- โรบิน โรเฟส 4 เซฟ
ตัวเลขสะท้อนภาพรวมว่า ลิเวอร์พูลครองบอลและสร้างโอกาสได้มาก แต่คุณภาพจังหวะจบสกอร์ยังไม่เฉียบ ขณะที่ซันเดอร์แลนด์เล่นโต้กลับมีวินัย และทำให้เจ้าถิ่นต้องลุ้นหนักหลายครั้ง โดยเฉพาะการยิงเข้ากรอบที่มากกว่าหงส์แดง
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูลบุกเป็นชุดแต่ไร้ความคม ซันเดอร์แลนด์ตั้งรับมีวินัย
ตั้งแต่นาทีแรก ลิเวอร์พูลพยายามเล่นตามสไตล์ของอาร์เน่ สลอต คือเพรสสูง เก็บบอลกลับเร็ว แล้วต่อเกมจากกลางสนามผ่านแม็ค อัลลิสเตอร์, กราเวนแบร์ค และโซบอสซไล ก่อนจบที่สามแนวรุก วีร์ตซ์–กักโป–อีซัค
- นาที 10–20: หงส์แดงมีจังหวะบุกจากฝั่งซ้ายหลายครั้ง โรเบิร์ตสันเติมสูงเปิดให้กักโปกับอีซัค แต่จังหวะสุดท้ายมักไปติดแนวรับหรือหลุดกรอบ
- วีร์ตซ์ได้ลองส่องจากนอกกรอบหลายครั้ง ทว่าบอลตรงตัวโรเฟสหรือหลุดเสาเล็กน้อย
ซันเดอร์แลนด์ใช้แผนรับลึกเป็นบล็อก 4-4-2 เมื่อไม่มีบอล โดยให้ชาก้ากับซาดิกี้ปิดช่องระหว่างไลน์ ส่วนตัลบีกับเลอ เฟคอยจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกทันทีที่เก็บบอลได้
-
ช่วงกลางครึ่งแรก ทีมเยือนเริ่มมีจังหวะโต้กลับจากบอลยาวไปหาโบรบบีย์ ให้ใช้ร่างกายบังบอลแล้วไหลออกข้างให้ตัลบีหรือเลอ เฟลากทำเกมต่อ สร้างแรงกดดันให้แนวรับลิเวอร์พูลพอสมควร
แม้ลิเวอร์พูลจะครองบอลมากกว่าอย่างชัดเจน แต่จังหวะยิงที่ตรงกรอบในครึ่งแรกกลับมีไม่มาก และความไหลลื่นในพื้นที่สุดท้ายดู “ติด ๆ ขัด ๆ” คล้ายกับเกมก่อน ๆ ในช่วงที่ทีมฟอร์มฝืด
จบครึ่งแรก: ลิเวอร์พูล 0-0 ซันเดอร์แลนด์
ครึ่งหลัง: หงส์แดงโดนนำก่อน – วีร์ตซ์โชว์โซโล่กู้แต้ม
เปิดครึ่งหลัง สลอตตัดสินใจเปลี่ยนเอา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงมาแทนโคดี้ กักโปทันที เพื่อเพิ่มความคมทางกราบขวา และหวังใช้ประสบการณ์ของซูเปอร์สตาร์อียิปต์ทะลวงแนวรับทีมน้องใหม่ อย่างไรก็ตาม เกมยังไม่ไหลอย่างที่ต้องการ ซันเดอร์แลนด์เริ่มกล้าถือบอลมากขึ้น ดันไลน์แบ็กทั้งสองข้างสูงขึ้นเล็กน้อย และกลางสนามของทีมเยือนเริ่มเข้าบอลได้หนักและแม่นยำมากขึ้น
นาที 67: ซันเดอร์แลนด์ช็อกแอนฟิลด์ – ตัลบียิงไกลแฉลบฟาน ไดค์นำ 1-0
- จังหวะเริ่มจากการที่ลิเวอร์พูลขึ้นเกมจากหลัง แต่ฟาน ไดค์จ่ายบอลพลาดกลางสนาม ถูกเอนโซ เลอ เฟตัดได้
- เลอ เฟจ่ายต่อสั้น ๆ ให้เชม์สดีน ตัลบีเก็บบอลหน้าเขตโทษ ระยะราว 25 หลา
- ตัลบีแต่งหนึ่งจังหวะก่อนกดด้วยซ้ายทันที บอลพุ่งไปโดนขาของฟาน ไดค์เปลี่ยนทาง หลอกอลิสซอนตุงตาข่าย เป็นประตูนำ 1-0 ให้ซันเดอร์แลนด์แบบทำเอาแฟนหงส์ช็อกทั้งสนาม
หลังโดนนำ ลิเวอร์พูลโหมบุกหนักมากขึ้นทันที
- ซาลาห์พยายามเลี้ยงเจาะหนึ่งต่อหนึ่งทางขวา
- วีร์ตซ์ขยับลงต่ำมารับบอลเองบ่อยขึ้น
- โซบอสซไลและกราเวนแบร์คสลับกันยิงไกลจากนอกกรอบ
นาที 81: วีร์ตซ์ลากหลบ 2 คน ก่อนบอลไปแฉลบมูกีเลเป็น OG ตีเสมอ 1-1
จังหวะสำคัญของเกมและอาจเรียกได้ว่าเป็น “ช็อตไฮไลต์” ของค่ำคืนนี้
- วีร์ตซ์รับบอลบริเวณช่องครึ่งกลางขวา ก่อนใช้เท้าขวาแตะหลบกองกลางหนึ่งคนแล้วลุยต่อขึ้นหน้าเขตโทษ
- เมื่อถึงแนวรับ เขาแตะเข้าในหลบกองหลังอีกคนอย่างเหนือชั้น แล้วกดด้วยขวาทันที
- บอลดูเหมือนจะหลุดเสา แต่ไปแฉลบนอร์ดี มูกีเลเปลี่ยนทางเข้าประตู โรเฟสหมดสิทธิ์เซฟ
เดิมทีแฟนหงส์คิดว่านี่คือประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของวีร์ตซ์ แต่ภายหลังพรีเมียร์ลีกยืนยันให้เป็นการทำเข้าประตูตัวเองของมูกีเล เพราะทิศทางลูกยิงดั้งเดิมของวีร์ตซ์กำลังหลุดกรอบออกไป ทำให้ดาวรุ่งเยอรมันได้เพียง “แอสซิสต์” ในสถิติทางการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากมุมมองรูปเกม นี่คือจังหวะส่วนบุคคลระดับเวิลด์คลาส ที่ช่วยกู้หน้าและกู้แต้มให้ลิเวอร์พูลได้ชัดเจน
ทดเจ็บ: ซันเดอร์แลนด์เกือบหักปากกาเซียน – เคียซ่าคลียร์บนเส้น
- ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซันเดอร์แลนด์ได้โอกาสทอง เมื่อวิลสัน อิซิดอร์หลุดเข้าไปยิงในเขตโทษ บอลผ่านมืออลิสซอนไปแล้ว
- แต่เฟเดริโก้ เคียซ่า ถอยลงไปช่วยแนวรับ และเคลียร์บอลออกจากเส้นได้แบบหวุดหวิด
ถ้าลูกนี้เป็นประตู ลิเวอร์พูลจะพ่ายคาบ้านนัดที่ 10 จาก 14 เกมหลังทุกรายการ แต่การเซฟบนเส้นของเคียซ่าช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้อีกนัดหนึ่ง สุดท้ายจบเกมที่สกอร์ 1-1 ท่ามกลางเสียงโห่ของแฟนเจ้าถิ่นที่ผิดหวังกับฟอร์มการเล่นและผลลัพธ์อีกครั้ง
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม
ลิเวอร์พูล: ครองเกมได้ แต่ความมั่นใจหายและฟอร์มดร็อปต่อเนื่อง
-
ครองบอลเยอะ ยิงเยอะ แต่ไม่คม
ตัวเลข 23 ครั้งกับการครองบอลเกือบ 70% บอกได้ว่าลิเวอร์พูลไม่ได้ “เล่นแย่แบบโดนบุกข้างเดียว” แต่มาตกม้าตายที่คุณภาพจังหวะสุดท้าย ทั้งการตัดสินใจ, การเลือกมุมยิง และความเฉียบของหน้าเป้า ยังต่ำกว่ามาตรฐานทีมลุ้นแชมป์อย่างชัดเจน -
ฟอร์มรวมในระยะยาวน่ากังวล
สื่ออังกฤษหลายสำนักชี้ว่า นี่คือเพียง 1 คะแนนจากสถานการณ์ที่ทีมเสี่ยงจะแพ้เป็นนัดที่ 10 จาก 14 เกมหลังทุกรายการ และส่วนใหญ่เป็นการเสียประตูจากความผิดพลาดส่วนบุคคลเหมือนเดิม ทำให้แรงกดดันต่ออาร์เน่ สลอตพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจดร็อปซาลาห์จาก 11 ตัวจริงติดต่อกัน tribuna.com+4Reuters+4Reuters+4 -
วีร์ตซ์คือ “แสงสว่าง” กลางความฝืด
แม้ประตูจะถูกนับเป็น OG ของมูกีเล แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่าช็อตนั้นคือผลงานชั้นยอดของวีร์ตซ์ ทั้งเรื่องการควบคุมบอล, การลากหลบ และการสร้างโอกาสจากจังหวะที่เหมือนไม่มีอะไร การมีเขาในสนามช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์ให้กับเกมรุกอย่างชัดเจน -
กองหลังตัวเก๋ายังมีช็อตแกว่ง
ลูกที่โดนยิง ต้นเรื่องมาจากการจ่ายบอลพลาดของฟาน ไดค์ในแดนตัวเอง ทำให้จังหวะเพรสและจังหวะยืนตำแหน่งรวนไปทั้งแผง เป็นภาพที่หงส์แดงเจอมาหลายครั้งในซีซันนี้เมื่อโดนบีบหนัก ๆ -
แผงกลางยังหาจุดลงตัวไม่เจอ
แม็ค อัลลิสเตอร์–กราเวนแบร์ค–โซบอสซไล บนกระดาษดูดี แต่ในสนามยังมีช่วงที่แถวสองสอดมาช่วยหน้าเป้าไม่ทัน และปล่อยให้วีร์ตซ์ต้องสร้างสรรค์เกมคนเดียวมากเกินไป เมื่อคู่แข่งปิดเขาได้ เกมรุกของลิเวอร์พูลก็ดูตันทันที
ซันเดอร์แลนด์: น้องใหม่หน้าไม่อาย เล่นบีกเกมบุกอย่างมั่นใจ
-
ระเบียบเกมรับคือจุดแข็ง
แนวรับที่มีมูกีเล–บัลลาร์ด–อัลเดเรเต้–มันดาวา ยืนโซนและสลับซ้อนกันตลอด 90 นาที ช่วยบล็อกทั้งลูกครอสและการเจาะช่องตรงกลางของลิเวอร์พูล ทำให้แม้จะโดนยิงบ่อย แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกยิงยากหรือไกล -
แดนกลาง “ชาก้า–ซาดิกี้–เลอ เฟ–ตัลบี” ทำงานเป็นชุด
ชาก้าคุมจังหวะเกม ปิดพื้นที่หน้าเซ็นเตอร์ได้ดี ส่วนเลอ เฟกับตัลบีเป็นตัวปลดล็อกจากรับเป็นรุก ทุกครั้งที่แย่งบอลได้ พวกเขามักจะออกบอลแรกได้คุณภาพ จนกลายเป็นต้นทางของประตูนำ 1-0 -
เกมรุกไม่เยอะ แต่คมและมีไอเดีย
แม้ยิงน้อยกว่าลิเวอร์พูลมาก แต่ซันเดอร์แลนด์กลับมี “ยิงเข้ากรอบ” มากกว่า และหลายจังหวะบังคับให้อลิสซอนต้องเซฟ รวมถึงโอกาสทองของอิซิดอร์ช่วงทดเจ็บที่เกือบทำน็อกแอนฟิลด์ทั้งสนาม -
ฤดูกาลน้องใหม่ที่ไม่ธรรมดา
จากการมี 23 แต้มหลังผ่าน 14 นัด อยู่โซนท็อป 6 และเก็บแต้มจากทีมใหญ่อย่างเชลซี, อาร์เซน่อล รวมถึงบุกแบ่งแต้มจากลิเวอร์พูลในบ้านได้ ทำให้ซันเดอร์แลนด์ของเรจิส เลอ บริส์ กลายเป็นทีมน้องใหม่ที่ถูกพูดถึงในแง่บวกอย่างมากในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้
ผู้เล่นเด่นของเกม
ฟลอเรียน วีร์ตซ์ (ลิเวอร์พูล)
-
คือคนที่สร้างความต่างในเกมรุกให้หงส์แดงอย่างชัดเจน รับบอลระหว่างไลน์, กล้าลากเลี้ยงหนึ่งต่อหนึ่ง และจังหวะโซโล่ก่อนตีเสมอ 1-1 คือผลงานระดับซูเปอร์สตาร์ แม้สถิติจะให้เครดิตเป็น OG ของมูกีเลก็ตาม
เชม์สดีน ตัลบี (ซันเดอร์แลนด์)
-
ซัดประตูสำคัญจากระยะไกลแฉลบฟาน ไดค์ให้ทีมขึ้นนำ และตลอดทั้งเกมเขาเป็นตัวป่วนที่พร้อมลากเลี้ยงสวนกลับทุกครั้งที่ได้บอล ทำงานหนักทั้งเกมรุกและเกมรับทางฝั่งขวา
เอนโซ เลอ เฟ (ซันเดอร์แลนด์)
-
เป็นคนเชื่อมเกมหลักของทีมน้องใหม่ เล่นบอลฉลาด เลือกจังหวะล็อก–ส่งได้ดี จ่ายบอลให้ตัลบีในจังหวะนำ 1-0 และยังช่วยลงต่ำมาประคองแดนกลางในช่วงโดนบุกหนัก
โรบิน โรเฟส (ซันเดอร์แลนด์)
-
แม้จะเสีย 1 ประตูจากลูกแฉลบ แต่ภาพรวมเซฟได้มั่นใจ อ่านจังหวะบอลยาวและลูกครอสได้ดี การออกมาตัดบอลหลายครั้งช่วยลดงานยากให้แนวรับตัวกลาง
เฟเดริโก้ เคียซ่า (ลิเวอร์พูล)
-
ลงมาช่วงท้ายแต่มีจังหวะสำคัญที่สุดของเกมในมุมมองหงส์แดงคือการเคลียร์บอลบนเส้นช่วงทดเจ็บ ถ้าไม่สกัดทัน ลิเวอร์พูลอาจแพ้อีกนัดในบ้าน และสถานการณ์ของทีมจะยิ่งวิกฤตมากกว่านี้
สรุปภาพรวมหลังเกม
-
ลิเวอร์พูล
- เก็บได้เพียง 1 แต้มในบ้าน ทั้งที่ครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า
- ฟอร์มโดยรวมในระยะหลังยิ่งตอกย้ำภาพ “แชมป์เก่าแต่ฟอร์มตก” มีแค่ 22 แต้มจาก 14 นัด อยู่เพียงกลุ่มกลางตาราง และยังต้องเร่งเคลียร์ปัญหาจังหวะจบสกอร์และความผิดพลาดส่วนบุคคลให้ได้โดยเร็ว
-
ซันเดอร์แลนด์
- น้องใหม่ที่ไม่กลัวบรรยากาศแอนฟิลด์ เล่นด้วยความมั่นใจ วินัย และมีแผนการเล่นชัดเจน
- หนีออกจากโซนกลางตารางขึ้นไปแถวท็อป 6 ด้วย 23 คะแนน แถมยังมีฟอร์มที่บอกชัดว่าพวกเขาไม่ได้มาแค่หนีตกชั้น แต่พร้อมลุ้นพื้นที่ยุโรปหากรักษามาตรฐานนี้ได้ต่อเนื่อง






