ผลบอล แมนฯ ซิตี้ 2-0 เบรนท์ฟอร์ด | สรุปผลบอลคาราบาวคัพ 18 ธ.ค. 2025 (รอบ 8 ทีม)
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-0 ในศึกคาราบาวคัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกมเตะกลางสายฝนที่เอติฮัด โดยได้ประตูจาก รายาน เชอร์กี นาที 32 และ ซาวินโญ นาที 67 (บอลแฉลบ) พร้อมมีจังหวะดราม่า “คูซานอฟ” รอดใบแดงตั้งแต่ต้นเกม ก่อนทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลาคุมสถานการณ์จนจบ และตีตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแบบเหย้า-เยือนสำเร็จ
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการ: คาราบาวคัพ (EFL Cup) ฤดูกาล 2025/26
- รอบ: 8 ทีมสุดท้าย (Quarter-final)
- วัน-เวลาแข่ง: พุธ 17 ธ.ค. 2025 19:30 (อังกฤษ)
- ตรงกับ พฤหัส 18 ธ.ค. 2025 02:30 (เวลาไทย) ตามที่คุณระบุ
- และ พุธ 17 ธ.ค. 2025 20:30 (เวลาเยอรมนี/Berlin)
- สนาม: เอติฮัด สเตเดียม (Etihad Stadium)
- ผู้ตัดสิน: ซามูเอล บาร์ร็อตต์ (Samuel Barrott)
สกอร์และผู้ทำประตู
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เบรนท์ฟอร์ด
- 1-0 รายาน เชอร์กี 32’
- 2-0 ซาวินโญ 67’
ไทม์ไลน์เกมแบบละเอียด
ครึ่งแรก: ดราม่า “รอดแดง” ก่อนเชอร์กีปลดล็อกด้วยลูกยิงสุดสวย
-
นาที 16 — จุดถกเถียงใหญ่ของเกม
เบรนท์ฟอร์ดประท้วงหนักว่าควรเป็น “ใบแดง” เมื่อ อับดุโคดีร์ คูซานอฟ ทำฟาวล์ใส่ เควิน ชาเดอ ในจังหวะหลุดไปลุ้นประตู แต่ผู้ตัดสินให้เพียงใบเหลือง และเกมนี้ถูกพูดถึงมากเพราะ ไม่มี VAR ช่วยตัดสินใจเหมือนบางรายการ -
นาที 19 — เปลี่ยนแผนแบบไม่ตั้งใจ: ออสการ์ บ็อบบ์เจ็บ
ซิตี้เสียจังหวะนิด ๆ เมื่อ ออสการ์ บ็อบบ์ ต้องออกจากสนาม และ ฟิล โฟเดน ถูกส่งลงมาแทน ทำให้โครงสร้างเกมรุกฝั่งขวาเปลี่ยนทันที (ความเร็ว/การเล่นหนึ่งต่อหนึ่งลดลง แต่คุณภาพการจ่ายและการสอดเข้าพื้นที่เพิ่มขึ้น) -
นาที 32 — 1-0 เชอร์กี “เก็บตกนอกกรอบ” แบบไร้ปรานี
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงมาจากลูกตั้งเตะ: เบรนท์ฟอร์ดเคลียร์บอลจากจังหวะคอร์เนอร์/ลูกนิ่งออกมาไม่ขาด บอลตกหน้าเขตโทษ และ เชอร์กี คุม/แต่งจังหวะก่อนซัดพุ่งเสียบมุมแบบผู้รักษาประตูแทบขยับไม่ทัน เป็นประตูที่ทำให้ซิตี้ได้ “ความนิ่ง” กลับคืนทันที
ภาพรวมครึ่งแรก
ซิตี้ครองเกมและคุมพื้นที่ได้มากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้เกมไม่ไหลลื่นคือฝนหนัก + เบรนท์ฟอร์ดยืนบล็อกเป็นชั้น ๆ รอผิดพลาด อย่างไรก็ดี หลังนำ 1-0 เจ้าบ้านเริ่มเล่นง่ายขึ้นและพยายามดึงเบรนท์ฟอร์ดออกจากทรงรับ
ครึ่งหลัง: เบรนท์ฟอร์ดพยายามฮึด แต่โดน “ทรานซิชัน” ของซิตี้ลงโทษ
-
ช่วงต้นครึ่งหลัง — เบรนท์ฟอร์ดมีจังหวะให้หวัง
ทีมเยือนพยายามยืนสูงขึ้นและหาจังหวะยิงจากแถวสอง โดยมีช็อตของ มาเธียส เยนเซน (ฟรีคิก/บอลนิ่ง) และ คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์ ได้ลองยิง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่คมพอจะทำให้เอติฮัดเงียบทั้งสนาม -
นาที 65–66 — ซิตี้ทยอยปรับหมากเพื่อ “ปิดเกม”
เป๊ปส่ง ยอสโก กวาร์ดิโอล ลงมา (แทน นิโก โอ’ไรลีย์) และปรับแผงกลาง/เกมรุกด้วยการส่ง แบร์นาร์โด ซิลวา กับ มาเตวส นูเนส ลง ชัดเจนว่าต้องการให้ทีมคุมบอลและคุมจังหวะ (ไม่เปิดหน้าแลก) -
นาที 67 — 2-0 ซาวินโญยิงแฉลบ: “สวนกลับไม่กี่จังหวะจบเลย”
ประตูที่สองเกิดจากทรานซิชันรวดเร็วหลังสถานการณ์ของเบรนท์ฟอร์ดเสียบอล/ต่อเกมพลาด ซิตี้แทงให้ ซาวินโญ ลากตัดเข้าในก่อนยิง บอลไปแฉลบ อาเยอร์ ลอยข้ามผู้รักษาประตูเข้าไป กลายเป็นประตูที่ตัดกำลังใจทีมเยือนแบบเห็นผล -
นาที 82 — ปิดท้ายด้วย “อนาคตของสโมสร”
ซิตี้ส่ง ชาร์ลี เกรย์ ลงมาและนับเป็นการประเดิมสนามชุดใหญ่ช่วงท้ายเกมในบอลถ้วย คอนเทนต์สำคัญของคืนที่ซิตี้โรเตชันแต่ยังผ่านไปได้อย่างมืออาชีพ
11 ตัวจริง + การเปลี่ยนตัวสำคัญ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ตัวจริง)
เจมส์ แทรฟฟอร์ด; ริโก ลูอิส, อับดุโคดีร์ คูซานอฟ, เนธาน อาเก้ (C), นิโก โอ’ไรลีย์; ไทจานี ไรจ์นเดอร์ส, นิโก กอนซาเลซ; ออสการ์ บ็อบบ์, รายาน เชอร์กี, ซาวินโญ; ดิวายน์ มูคาซา
เปลี่ยนตัวเด่น
- โฟเดน แทน บ็อบบ์ 19’
- กวาร์ดิโอล แทน โอ’ไรลีย์ 65’
- ซิลวา + นูเนส ลง 66’
- เกรย์ ลง 82’
เบรนท์ฟอร์ด (ตัวจริง)
ฮาคอน วัลดิมาร์สสัน; ไมเคิล คาโยเด, คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์, เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, นาธาน คอลลินส์ (C), ริโก เฮนรี; เยฮอร์ ยาร์โมลยุก, วิตาลี ยาเนลต์, มาเธียส เยนเซน, มิคเคล ดามส์การ์ด, เควิน ชาเดอ
สถิติสำคัญ
(ตัวเลขจากสรุปแมตช์)
| หมวด | แมนฯ ซิตี้ | เบรนท์ฟอร์ด |
|---|---|---|
| ครองบอล | 60.3% | 39.7% |
| ยิงเข้ากรอบ | 7 | 3 |
| ยิงทั้งหมด | 15 | 3 |
| เตะมุม | 5 | 1 |
| ใบเหลือง | 2 | 0 |
| เซฟ | 3 | 5 |
สรุปจากตัวเลข (อ่านเกมให้ขาดใน 10 วินาที)
- เบรนท์ฟอร์ด “ยิงทั้งเกมแค่ 3 ครั้ง” = ต่อให้ใจสู้แค่ไหน ถ้าไม่สร้างโอกาสเป็นชิ้นเป็นอัน โอกาสคัมแบ็กแทบไม่มี
- ซิตี้ไม่ได้ยิงพร่ำเพรื่อแบบ 30+ ครั้ง แต่มี “คุณภาพจังหวะสุดท้าย” สูงกว่า และพอได้ 2-0 ก็เล่นเซฟเกมแบบมีวินัย
บทวิเคราะห์บอลหลังเกม
แมนเชสเตอร์ ซิตี้: โรเตชันเยอะ แต่ยังชนะด้วย “มาตรฐาน” และ “การจัดการเกม”
จุดเด่นของซิตี้นัดนี้ไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความเป็นระบบ
- ยิงนำจากลูกนิ่ง/จังหวะสอง (อ่านเกมดี เก็บตกไว)
- ยิงปิดจากทรานซิชัน (เปลี่ยนรับเป็นรุกไม่กี่จังหวะ)
- เมื่อได้สกอร์นำแล้ว เกมของซิตี้ “นิ่งลงทันที” เน้นคุมโซน/คุมบอล ลดความเสี่ยง—นี่คือสิ่งที่ทำให้บอลถ้วยต่างจากบอลลีก เพราะประตูเดียวอาจเปลี่ยนทั้งเส้นทางทัวร์นาเมนต์
อีกประเด็นคือแม้มีดราม่ารอดใบแดง แต่หลังจากนั้นซิตี้ไม่ได้หลุดโฟกัส พาทีมเดินหน้าตามแผนจนจบ ถือเป็นชัยชนะที่ “สะอาด” ในแง่รูปเกม
เบรนท์ฟอร์ด: แพ้เพราะ “ปลดล็อกเกมรุกไม่ได้” และโดนลงโทษจากความผิดพลาด
เกมรับโดยรวมไม่ได้พังตั้งแต่ต้น—ยืนบล็อกเป็นชั้นและทำให้ซิตี้เล่นยากช่วงหนึ่ง
แต่สองจังหวะเสียประตูสะท้อนปัญหาใหญ่ของบอลถ้วยเวลาเจอทีมระดับท็อป:
- เคลียร์บอลไม่ขาดจากลูกตั้งเตะ = โดนซัดนอกกรอบ
- เสียบอล/ต่อเกมพลาดตอนกำลังบุก = โดนสวนกลับแบบจบสกอร์
และเมื่อเกมรุกสร้างโอกาสไม่ได้ (สถิติยิงรวม 3 ครั้ง) ต่อให้พยายามเร่งช่วงท้ายก็ไม่พอจะเปลี่ยนชะตา
ดาวเด่นของเกม
- รายาน เชอร์กี (Man City): ประตูปลดล็อก 1-0 คือ “คีย์” ของทั้งเกม—ทั้งคุณภาพการคุม/แต่ง/จบสกอร์ และผลต่อโมเมนตัม
- ซาวินโญ (Man City): วิ่งฉีก + จบสกอร์ประตูที่ 2 สำคัญมาก เพราะทำให้เบรนท์ฟอร์ดหมดแรงหวัง
- เจมส์ แทรฟฟอร์ด (Man City): ไม่ได้โดนยิงเยอะ แต่มีจังหวะต้องทำให้ “เกมไม่แกว่ง” โดยเฉพาะช่วงที่ทีมเยือนพยายามฮึดต้นครึ่งหลัง
- ฮาคอน วัลดิมาร์สสัน (Brentford): เซฟหลายครั้ง ช่วยให้สกอร์ไม่ไหลเกินควบคุม ก่อนจะมาเสียจากความเด็ดขาดของคู่แข่ง
สรุปสถานการณ์หลังเกม (เส้นทางคาราบาวคัพ)
- แมนฯ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่ รอบรองชนะเลิศ (Semi-finals) แบบเหย้า-เยือน
- ตามสายรอบรองฯ: ซิตี้จะพบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (แชมป์เก่า/แชมป์ฤดูกาลก่อนหน้าในรายงานข่าว)
โปรแกรมถัดไป
แมนเชสเตอร์ ซิตี้
- พบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด — เสาร์ 20 ธ.ค. 2025
- เยือน น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ — เสาร์ 27 ธ.ค. 2025
เบรนท์ฟอร์ด
- เยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน — เสาร์ 20 ธ.ค. 2025
- พบ บอร์นมัธ — เสาร์ 27 ธ.ค. 2025






